Call Us: 02 640 8097
LINE
02 640 8097 mvitaclinic@gmail.com อังคาร - อาทิตย์ : 11.00 - 20.00น.

รักษาหลุมสิวที่ไหนดี วิธีรักษาแบบ เลเซอร์ fractora ematrix fraxel finescan pico laser เห็นผลอย่างไร มีรีวิว

แนวทางการรักษาหลุมสิว และปัญหาต่างๆ หลุมสิว คือปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในทุกๆคน จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อเป็นแล้ว ก็สามารถรักษาหลุมสิวให้หายได้ อย่างไรก็ตามในหลายๆคน พอสิวหายแล้วมักจะทิ้งของฝากไว้ต่างหน้า บางคนโชคดีหน่อยทิ้งไว้แค่รอยสิวยังพอรักษาได้ง่ายหน่อย แต่บางคนโชคร้ายได้เป็นหลุมสิวมาก็จะรักษาได้ยากกว่าเยอะเลยครับ แต่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีเพื่อรักษาหลุมสิวขึ้นมาเยอะมากๆ เช่น เลเซอร์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น fractora, ematrix, fraxel, finescan, pico laser และยังมีการรักษาอื่นๆอีกหลายวิธีครับ ซึ่งบทความนี้จะมาให้คำตอบว่า รักษาหลุมสิวที่ไหนดีรักษาได้จริงไหม เราจะลงรายละเอียดการรักษาหลุมสิวแต่ละตัวว่า ดีไหม เห็นผลไหม ต้องทำกี่ครั้งจึงจะหายนะครับ

ก่อนอื่นหมอขออนุญาตแนะนำตัวเองก่อนนะครับ หมอชื่อหมอเอ็ม หรือ นพ. มนตรี อุดมประเสริฐกุล  แพทย์ประจำ เอ็มวีต้าคลินิก นะครับ

ผิวของเราทุกคน เมื่อตอนเกิดมาล้วนเรียบเนียนเหมือนกันหมด แต่พออายุเราเพิ่มขึ้น เราต้องเจอสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ทำร้ายผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด ความแก่ชรา และโดยเฉพาะสิว ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ และในหลายครั้งก็ทำให้เกิด “หลุมสิว” ตามมาเป็นรอยแผลเป็นตลอดชีวิตเลยทีเดียว ปัญหาหลุมสิว มีผลกับบุคลิกภาพและความมั่นใจมากทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นมากและสังเกตเห็นได้ชัดก็ยิ่งทำให้ความหล่อความสวยดร็อปลงไปได้เลย ดังนั้นการรักษาหลุมสิว จึงช่วยคืนความมั่นใจ ให้ผิวกลับมาเรียบเนียน สวยงามอีกครั้งครับ ก่อนที่จะศึกษาถึงวิธีการรักษาหลุมสิวต่างๆนั้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักหลุมสิวกันก่อนนะครับ

หลุมสิวเป็นผลที่เกิดต่อเนื่องตามมาจากการอักเสบของสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิวที่อักเสบเป็นเม็ดใหญ่ การอักเสบจะทำลายโครงสร้างผิวและทำให้เกิดแผลขึ้น เมื่อผิวพยายามซ่อมแซมจึงเกิดพังผืดที่ดึงรั้งไม่ให้ผิวกลับมาเรียบดังเดิม จึงเกิดเป็นหลุมสิวขึ้นครับ

หลุมสิวแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 4 ประเภท ดังนี้ครับ

1. หลุมสิวแบบรูเจาะ “Ice pick” atrophic scars

หลุมสิวชนิดนี้ จัดว่าเป็นกลุ่มที่ลึกที่สุด และรักษาได้ยากที่สุด มีลักษณะเป็นรูแคบๆก้นหลุมลึก มักลึกถึงชั้นหนังแท้เลยทีเดียว ส่วนใหญ่หลุมแบบนี้มักพบบริเวณแก้ม จมูก และมักอยู่เป็นกลุ่มๆ ลักษณะของหลุมจะดูคล้ายรูน้ำแข็งที่โดนที่เจาะน้ำแข็งเจาะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อภาษาอังกฤษของหลุมชนิดนี้(Ice pick) ครับ

2. หลุมสิวแบบบล็อก “Boxcar” atrophic scars

หลุมสิวแบบบล็อก

หลุมสิวชนิดนี้ พบได้ค่อนข้างบ่อย มักเป็นที่ขมับและแก้ม ลักษณะของหลุมความกว้างจะกว้างกว่า แต่ความลีกมักจะตื้นกว่าแบบแรก(แต่ก็มีในบางเคสที่หลุมแบบนี้จะลึกมากๆลงไปถึงชั้นใต้ผิวเลยก็มีครับ) ลักษณะของหลุมจะมีขอบและฐานหลุมกว้างพอๆกัน ลักษณะคล้ายล้อรถทับ และขอบหลุมจะคมชัดและแข็ง มีพังผืดเกาะค่อนข้างมาก

3. หลุมสิวแบบคลื่น “Rolling” atrophic scars

หลุมแบบนี้เกิดจากมีพังผืดเกิดขึ้นใต้ผิวชั้นลึก ลักษณะเป็นหลุมกว้าง ฐานตื้นโค้งคล้ายก้นกระทะ ขอบไม่ค่อยชัด และไม่แข็ง เวลาดึงผิวตึงแล้วหลุมจะดูเรียบขึ้นได้ เป็นหลุมสิวที่รักษาได้ง่ายที่สุด

4. แผลเป็นนูนจากสิว Hypertrophic (raised) scars:

หรือที่เรียกว่า แผลคีลอยจากสิว พบบ้างในบางท่านที่มีแนวโน้มเป็นคีลอยง่ายอยู่แล้ว โดยจุดที่พบบ่อยได้แก่ ขอบกราม จมูก คาง ใต้คาง คอ หน้าอก หลัง ซึ่งลักษณะจะเป็นแผลเป็นนูน แผลชนิดนี้การรักษาจะคล้ายๆกับการรักษาคีลอยชนิดอื่นๆซึ่งหมอจะมีบทความที่กล่าวถึงเรื่องนี้แยกไปอีกทีนะครับ

 การรักษาหลุมสิวด้วยยาทาหรือครีมมีผลช่วยให้หลุมเต็มขึ้นได้น้อยมากครับ ปัจจุบันยาในกลุ่มทาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่มีงานวิจัยรับรอง ว่าพอจะช่วยให้หลุมสิวดีขึ้นได้บ้างคือ กรดวิตามินเอ(retinoic acid) หรืออนุพันธ์อื่นของวิตามินเอ เช่น อะดาพาลีน(adapalene ชื่อการค้า Differin) ซึ่งอาจจะต้องใช้ต่อเนื่อง 3-5 เดือนจึงจะเห็นว่าหลุมสิวตื้นขึ้น และแนะนำให้ใช้ในท่านที่ไม่ได้มีผิวแพ้ง่ายด้วยครับ เพราะกรดวิตามินเออาจระคายเคืองผิวได้ในบางท่านครับ ส่วนครีมที่มีส่วนผสมอื่นๆ อาจยังอยู่ในช่วงวิจัยถึงผลในการรักษาหลุมสิว แต่งานวิจัยยังไม่ได้สรุปจึงยังไม่สามารถรับรองผลได้ว่าจะช่วยหลุมสิวได้มากน้อยแค่ไหนครับ

การรักษาหลุมสิววิธีที่ปลอดภัย ได้รับการรับรองจาก อย มากที่สุด คือการรักษาด้วยการกรอผิวด้วยเครื่องมือที่ใช้พลังงานชนิดต่างๆ ซึ่งพลังงานก็ได้แก่ เลเซอร์(พลังงานแสง) คลื่นวิทยุความถี่สูง(RF : Radiofrequency) เป็นต้นครับ ซึ่งหมอจะขอเรียกรวมๆว่า เลเซอร์หลุมสิว ก็แล้วกันนะครับ เพื่อความเข้าใจง่าย แต่นอกจากเลเซอร์หลุมสิวแล้วก็ยังมีวิธีอื่นๆ เช่น การทำ subcision การผลัดเซลล์ผิวด้วย chemical peel เป็นต้น ซึ่งเหมาะใช้เป็นตัวเสริมในการรักษา ซึ่งหมอจะกล่าวรายละเอียดต่อไปครับ 

เลเซอร์หลุมสิว อาศัยหลักการการกระตุ้นให้ผิวมีการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงทำให้เกิดการสร้างชั้นผิวใหม่ ซึ่งเรามีชื่อเรียกการทำเลเซอร์แบบนี้ว่า เลเซอร์ปรับสภาพผิว Laser Resurfacing เราจะแบ่งประเภทได้เป็น 2 ประเภท คือ เลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดมีแผล Ablative Laser Resurfacing ซึ่งพลังงานจะทำปฏิกิริยากับผิว แล้วทำให้มีการกรอผิวชั้นหนังกำพร้าออกไป กับ เลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดไม่มีแผล Non Ablative Laser Resurfacing ซึ่งพลังงานจะไม่ทำให้เกิดการกรอผิว แต่จะส่งผ่านไปที่ชั้นหนังแท้ และทำให้คอลลาเจนที่ผิวมีการหดตัว เกิดการจัดเรียงโครงสร้างผิวขึ้นใหม่โดยไม่เกิดสะเก็ดหรือแผลใดๆครับ 

ปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบการยิงเลเซอร์ปรับสภาพผิว เพื่อทำให้พลังงานมีความอ่อนโยนมากขึ้น และช่วยลดผลข้างเคียงต่างๆ เช่น การเกิดรอยดำ โดยจะมีการปรับการยิงให้เป็นแบบ ยิงเป็นส่วน Fractional คือยิงเป็นจุดๆเรียงกันเป็นตารางดังรูป การยิงแบบนี้จะทำให้มีผิวบางส่วนที่ไม่โดนเลเซอร์ จะทำให้การฟื้นฟูผิวหลังเลเซอร์เป็นไปได้ไวกว่าครับ ซึ่งทั้งเลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดมีแผลหรือไม่มีแผลก็มีการปรับให้เป็นการยิงเป็นส่วนๆแบบนี้หมดในปัจจุบันนี้ครับ

นวัตกรรมที่ใช้ในการรักษาหลุมสิว ได้แก่

Fractional RF

คลื่นวิทยุความถี่สูง จัดเป็นการปรับสภาพผิวแบบมีแผลเป็นส่วน Fractional ablative Resurfacing มีคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นลึกได้ดี เพราะด้วยพลังงานที่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวลงไปได้มากกว่ากลุ่มของพลังงานแสง ซึ่ง Fractional RF มีทั้งแบบไม่มีเข็ม เช่น E-matrix

และแบบมีปลายเข็ม ซึ่งจะช่วยส่ง RF ลงไปได้ลึกยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Fractora, Venus viva ครับ

Fractional Er:YAG and CO² laser

Er:YAG หรือเออร์เบียมแย๊ก และ CO² laser หรือที่มักเรียกกันว่า ซีโอทูเลเซอร์ ทั้งคู่เป็นเลเซอร์ที่จัดอยู่ในกลุ่มปรับสภาพผิวชนิดมีแผล โดยมีการกรอผิวเป็นส่วนๆ เลเซอร์สองอย่างนี้แตกต่างกันด้วยแหล่งกำเนิดพลังงานที่ต่างกันจึงให้พลังงานที่มีความยาวคลื่นต่างกันครับ

Er:YAG ให้แสงที่มีความยาวคลื่น 2940 nm คุณสมบัติของตัวนี้จะกรอผิวชั้นตื้นๆได้ดีครับ และข้อดีอีกอย่างคือเราสามารถปรับตั้งค่าสำหรับเลเซอร์ตัวนี้ได้หลากหลาย ดังจะเห็นได้จากรูป ทางด้านขวาเป็น Er:YAG ทั้งหมด แต่พอปรับระยะเวลาที่ปล่อยแสงออกมา 0.1 มิลลิวินาที(1ในพันวินาที) 0.3, 0.6, 1 มิลลิวินาที จะเห็นว่าถ้าระยะเวลานานขึ้น บริเวณรอบๆรอยที่ยิงจะมีขอบแดงที่หนาขึ้น หมายถึงมีการหดตัวของคอลลาเจนโดยรอบมากขึ้นนั่นเอง นั่นหมายถึงว่าเราสามารถปรับสภาพผิวแบบมีแผล และขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้รอบๆแผลมีการปรับสภาพผิวด้วยครับ ตัวอย่างเลเซอร์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Fotona SP series, Lotus เป็นต้น

ส่วน CO² ให้แสงความยาว 10600 nm ซึ่งความยาวสูงจึงทำให้กรอผิวได้ลึกกว่า Er:YAG และเกิดการหดตัวของคอลลาเจนรอบๆเยอะมาก แต่ตัวนี้จะปรับพลังงานไม่ได้ จึงมีลูกเล่นในการใช้น้อยกว่า Er:YAG และ CO² ในคนเอเซียอาจทำให้เกิดรอยดำได้ง่ายกว่าด้วยครับ

Fractional Er:glass laser

ตัวนี้จัดเป็นเลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดไม่มีแผล ซึ่งไม่มีการกรอผิว แต่สามารถรักษาหลุมสิวได้ แต่ถ้าเทียบกับกลุ่มมีแผล กลุ่มนี้จะต้องใช้เวลาในการทำที่หลายครั้งมากกว่า แต่ข้อดีก็คือจะไม่มีสะเก็ด ดูแลง่ายกว่าครับ เลเซอร์ในกลุ่มนี้ได้แก่ Fraxel, Sellas เป็นต้น

picosecond laser

เลเซอร์กลุ่มใหม่ ที่จัดเป็น เลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดไม่มีแผล ตัวนี้ไม่มีสะเก็ด ไม่เจ็บมากเวลาทำ แต่จะเหมาะกับหลุมสิวที่ไม่ได้เป็นมาก และมักต้องทำหลายครั้งด้วยครับ ตัวอย่างเลเซอร์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ pivoway picosure เป็นต้นครับ

แนวทางการรักษาของเรา

วิธีการผลิตเรามีเลเซอร์หลุมสิวหลักหลายชนิด และปกติแนะนำให้ทำร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้น รวมทั้งยังผสานเทคนิคอื่นๆเช่นการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดทางเคมี คือการทำ Subcision กระตุ้นหลุมสิวด้วยเข็ม ด้วยครับ  สำหรับที่เอ็มวีต้าคลินิก หมอเลือกใช้เครื่องมือ 2 ตัวเป็นเครื่องหลักในการรักษาหลุมสิวครับ ตัวแรกคือ Fractora  ซึ่งเป็น การใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงช่วยปรับสภาพผิวแบบมีแผล fractional ablative RF resurfacing ซึ่งหมอขออนุญาตลงคลิป แสดงการทำงานของเจ้าตัว Fractora ให้ชมกันนะครับ

ด้วยคุณสมบัติของ RF ที่สามารถกรอผิวชั้นลึก ได้เป็นอย่างดีจึงเหมาะสำหรับการรักษาหลุมที่ค่อนข้างลึก พังผืดแน่น หรือหลุมที่มีการสูญเสียคอลลาเจนค่อนข้างมากครับ อีกเครื่องนึงที่หมอเลือกใช้คือ fotona SP spectro เป็นการใช้เลเซอร์ปรับสภาพผิวเป็นส่วนๆชนิดมีแผล ซึ่งใช้เออร์เบียมแย๊ก Er:YAG เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ซึ่งด้วยคุณสมบัติของเลเซอร์ชนิดนี้จะ กรอผิวชั้นตื้น ได้เป็นอย่างดีและสามารถปรับแต่งพลังงานได้หลากหลายตัวนี้จึงเหมาะที่จะใช้เสริมการรักษาหลุมสิวด้วย RF ในการเกลี่ยปรับพื้นผิวให้เรียบเนียน แก้ปัญหารอยสิวเป็นคลื่นครับ

โดยทั่วไปการรักษาหลุมสิวที่เอ็มวีต้าคลินิก คนไข้สามารถเริ่มเห็นผลได้หลังจากการทำครั้งแรกเลยครับ โดยหลุมสิวจะตื้นขึ้นประมาณ 10-30% และเมื่อทำต่อเนื่องครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและความเรียบเนียนที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆครับ

แนะนำ ให้ทำบ่อยได้ประมาณทุกๆ 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่างเช่น

  1. การหลุดของสะเก็ด : ถ้าสะเก็ดหลุดช้าอาจต้องเลื่อนเวลาในการทำครั้งถัดไปออกไป
  2. สีผิว : ในท่านที่มีผิวค่อนข้างคล้ำ แนะนำให้ทำห่างๆเพื่อป้องกันการเกิดรอยดำ
  3. พลังงานที่ใช้ในแต่ละครั้ง : หากรอบไหนหมอใช้พลังงานสูง จะแนะนำให้เว้นช่วงให้นานขึ้นก่อนการทำเลเซอร์ครั้งถัดไปครับ

เป็นการรักษาที่ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง เครื่องเลเซอร์ทั้ง 2 ได้ผ่านการรับรองจาก อย แล้ว ว่าสามารถใช้ในการรักษาหลุมสิวได้อย่างเห็นผลดี หลังทำเลเซอร์ผิวจะมีสะเก็ดเกิดขึ้น ซึ่งสะเก็ดจะคงอยู่ประมาณ 3-7 วันและจะหลุดออกไปได้เอง หลังจากนั้นจึงค่อยๆเริ่มเห็น ความเรียบเนียนของผิวที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น มีน้อยท่านที่อาจจะพบรอยดำจางๆบริเวณที่ทำเลเซอร์ ต่อไปอีกเป็นระยะเวลาไม่นานนักเช่น 1 ถึง 2 สัปดาห์ และจะจางลงไปเองครับ

ก่อนการทำเลเซอร์ทุกครั้ง พอจะมีการลงยาชาไว้ที่ผิวของคนไข้ซึ่งจะช่วยให้ผิวชา ค่อนข้างมาก อีกครั้งในตอนทำจะมีการพ่นลมเย็นช่วยตลอดเวลาดังนั้น ความเจ็บในขณะที่ทำเลเซอร์ถือได้ว่าน้อยมากๆและอยู่ในระดับที่ทนได้ครับ ส่วนใหญ่ความรู้สึกในขณะที่ทำ fractora จะไม่ค่อยเจ็บ อาจจะเป็นความรู้สึก กระตุกของกล้ามเนื้อบนใบหน้าเสียมากกว่า เนื่องจากพลังงาน RF ค่อนข้างลงลึก ซึ่งอาจไปกระตุ้นกล้ามเนื้อให้มีการหดตัวได้ในขณะที่ยิงครับส่วนความรู้สึกในขณะที่ทำ fotona อันนี้บอกได้เลยว่า เจ็บน้อยมากๆแทบจะไม่ค่อยรู้สึกเลยครับ เพราะเลเซอร์ตัวนี้เน้นกรอผิวชั้นตื้นอยู่แล้วครับ

รีวิวการรักษาหลุมสิวของคุณตี๋ที่เอ็มวีต้าคลินิก

รีวิวการรักษาหลุมสิวของคุณฟลุ้คที่เอ็มวีต้าคลินิก


ปรึกษาทุกปัญหาความงามกับคุณหมอโดยตรง

ชื่อ-สกุล*:

เบอร์ติดต่อกลับ*:

อีเมล์สำหรับส่งข้อมูล *

เพศ:

ชาย หญิง

อายุ (ปี):


ต้องการปรึกษาคุณหมอเรื่องใด*:

ปุ่มติดต่อสอบถามบน Facebook ปุ่มสอบถามทางไลน์ LINE Official