Call Us: 02 640 8097
LINE
02 640 8097 mvitaclinic@gmail.com อังคาร - อาทิตย์ : 11.00 - 20.00น.

หยุดผื่นแพ้ผิวหนัง สิวผด ลดอาการคัน แก้ปัญหาผิวหน้าอ่อนแอ แพ้ครีม เปลี่ยนผิวแพ้ง่ายให้แข็งแรงที่เอ็มวีต้าคลินิก

หากคุณกำลังกลุ้มใจ หรือกำลังประสบปัญหาผิวแพ้ง่าย แสบแดง เป็นผื่น ผด คันขึ้นที่ใบหน้า ไม่ว่าจะเกิดจากการแพ้ครีม เครื่องสำอาง แพ้น้ำ แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือมีปัญหาผิวติดสเตียรอยด์ บทความนี้จะกล่าวถึง สาเหตุ วิธีแก้ และการรักษา ที่จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณ กลับมาเป็นผิวที่แข็งแรง ใช้อะไรก็ไม่แพ้อีกต่อไปครับ

สวัสดีครับ หมอชื่อ หมอเอ็ม หรือ นพ. มนตรี อุดมประเสริฐกุล เป็นแพทย์ประจำเอ็มวีต้าคลินิกครับ หมอเขียนบทความนี้ เพื่อเป็นความรู้แก่ท่านที่กำลังกลุ้มใจและอยากจะหาวิธีรักษาให้หายนะครับ

ผิวแพ้ง่าย ผื่นแพ้ผิวหนัง และผิวติดสเตียรอยด์ สามคำนี้อาจจะฟังดูคล้ายๆกัน และอาการบางอย่างก็มีความคล้ายกัน แต่จริงๆแล้วเป็นคนละโรคกันนะครับ เริ่มต้นเรามาทำความรู้จักกับแต่ละโรคกันก่อนครับ

ผิวแพ้ง่าย (sensitive skin syndrome) คือลักษณะอาการของผิว ที่มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น ฝุ่น น้ำ อากาศ เครื่องสำอาง ครีม  หรืออุณหภูมิรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงมากๆ เช่น ร้อน หรือเย็นจัดๆ เป็นต้น เมื่อได้รับการสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น โดยจะแสดงออกมาในรูปของ อาการ แดง แสบร้อน คัน เป็นผดผื่น หรือเป็นผื่นแดงลอกครับ

 ผื่นแพ้ผิวหนัง (eczema/dermatitis) คือ โรคผิวหนังอักเสบ หรือภาวะการอักเสบของผิวหนังซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการ อาจเกิดจากสาเหตุภายนอกร่างกาย หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ก็ได้ครับ โดยลักษณะอาการของผิวหนังที่อักเสบนั้น จะมีความคล้ายคลึงกับ อาการตอนที่ผิวแพ้ง่ายกำเริบขึ้นมา นั่นคือจะมีอาการผิวแสบแดง คัน ลอก ไหม้ครับ แต่จะมีความแตกต่างกันในแง่ของลักษณะการเกิด ตามสาเหตุ ดังนี้ครับ

สำหรับสาเหตุที่เกิดจากภายนอกร่างกาย ก็เกิดจากการที่ผิวหนังไปสัมผัสกับสารแล้วทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบขึ้นมานั่นเอง ดังนั้นผื่นผิวหนังอักเสบลักษณะแบบนี้เราจึงมีชื่อเรียกว่า “ผื่นแพ้สัมผัส”(contact dermatitis) โดยเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

  1. ผื่นจากการสัมผัสกับสารที่ระคายเคือง (Irritant Contact dermatitis) คือไม่ได้เกิดภูมิแพ้กับสารที่เราสัมผัส แต่สารมีฤทธิ์ระคายเคืองผิวจึงทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นครับ ตัวอย่างสารที่ระคายเคืองผิวก็เช่น พวกกรด ด่าง สบู่ ผงซักฟอก เป็นต้น
  2. ผื่นจากการสัมผัสสารที่ร่างกายแพ้ (Allergic Contact dermatitis) ผื่นชนิดนี้เกิดจากการที่ผิวหนังสัมผัสกับสาร แล้วทำให้ผิวเกิดภูมิแพ้ขึ้นมา ซึ่งสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ นิกเกิล ยาง ปูน น้ำยาย้อมผม เป็นต้นครับ
  3. นอกจากนี้ยังมีผื่นแพ้สัมผัสอีกกลุ่มนึงที่เกิดจากการสัมผัสสารร่วมกับได้รับการกระตุ้นจากแสงแดดด้วย ได้แก่ Phototoxic Contact dermatitis (ผื่นจากสัมผัสสารระคายเคือง+เจอแดด) และ Photoallergic Contact dermatitis (ผื่นจากสัมผัสสารก่อแพ้+เจอแดด) ครับ

ส่วนสาเหตุจากภายในนั้นอาจเป็นโรคภูมิแพ้โดยกำเนิด หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระบบร่างกาย ผื่นแพ้กลุ่มนี้ มักจะเกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีประวัติสัมผัสกับสารใด ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ได้แก่ Atopic dermatitis (ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง) Nummular eczema (ผื่นผิวหนังอักเสบรูปเหรียญ)

ส่วนอาการผิวติดสเตียรอยด์ (red skin syndrome หรือ topical steroid withdrawal) เป็นอาการที่พบในท่านที่ ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาเป็นระยะเวลานานๆ เพราะปกติแล้วครีมที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ จะทำให้ผิวดูใส ไร้สิว ลดการอักเสบ ใช้แล้วดูหน้าเนียนขึ้น พ่อค้าแม่ค้าบางรายจึงได้นำสารสเตียรอยด์มาผสมในครีมแล้วขายในอินเตอร์เน็ต ท่านที่ซื้อมาใช้พอทาแล้วหน้าเนียนขึ้น ก็ชอบและใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ จนเกิดอาการผิวติดสเตียรอยด์ คือต้องใช้ตลอด หยุดไม่ได้ หยุดทาเมื่อไหร่จะมีการเห่อของสิว ผื่นแดง คัน แสบ ร้อนขึ้นมาทันทีเหมือนตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือ จะหยุดใช้ก็ไม่ได้ แต่จะใช้ต่อก็ไม่ดีกับผิว แถมไม่พอบางท่านฝืนใช้ต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดถึงจุดจุดหนึ่ง ที่ใช้สเตียรอยด์ต่อไปก็ไม่ได้ผลแล้ว กลายเป็นผิวหน้าพังทั้งขึ้นทั้งล่องครับ อย่างไรก็ตามลักษณะอาการผื่นแพ้ในท่านที่มีผิวติดสเตียรอยด์ ก็คล้ายกับอาการที่พบในผื่นแพ้ประเภทอื่นๆที่กล่าวมาข้างต้นครับ แต่จะต่างกันแค่เพียงลักษณะและสาเหตุของการเกิดเท่านั้นเองครับ

ก่อนที่เราจะมาเรียนรู้ ถึงกลไกการเกิด ผิวแพ้ง่าย ผื่นแพ้ผิวหนังและผิวติดสารสเตียรอยด์นั้น ก่อนอื่น หมอจะขอพูดถึง เกราะป้องกันของผิวก่อนนะครับ เพราะพื้นฐานความรู้ตรงนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจ ถึงกลไกการเกิดโรคทั้ง 3 ได้ดียิ่งขึ้น 

บทความในส่วนนี้อาจจะมีรายละเอียดค่อนข้างลึกและอาจจะมีศัพท์แพทย์บ้าง หากท่านใดอ่านแล้วงงรู้สึกว่ายากไปนิดสามารถข้ามไปที่บทความถัดไปได้เลยนะครับผม^^ 

ผิวหนังของเรานั้นมีหน้าที่สำคัญหลายอย่างและหน้าที่อย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆเลยนั่นก็คือการทำหน้าที่เป็น เกาะ ป้องกันผิวของเราจากสิ่งแวดล้อม ที่อันตราย ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย ของเรา เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส รังสี UV ความร้อน ความเย็น หรือสารเคมีและสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว สูญเสีย หรือระเหย ออกไป ด้วย ครับ

 โครงสร้างของผิวของเรานั้น ประกอบด้วยชั้นใหญ่ๆ 2 ชั้นด้วยกัน คือ ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) และ ชั้นหนังแท้ (dermis) ครับ 

ในส่วนของชั้นหนังกำพร้าจะประกอบด้วยเซลล์หลักๆคือ เซลล์ผิว(Keratinocyte) ซึ่งจะเจริญเติบโต เริ่มจากส่วนล่างสุดของหนังกำพร้า จากนั้นจะค่อยๆเคลื่อนตัว ตื้นขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆเสื่อมสภาพกลายเป็นเซลล์ขี้ไคล(Corneocyte)เพื่อมาทดแทนที่บริเวณชั้นบนสุดของชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นขี้ไคล(Stratum corneum)นั่นเองครับ ซึ่งชั้นขี้ไคลนี่เอง ที่เป็นชั้นหลัก ซึ่งทำหน้าที่ในการเป็นเกราะปกป้องผิวของเราครับ ดังนั้นหากชั้นขี้ไคลของผิวเรามีความแข็งแรง ก็จะส่งผลให้เรามีเกราะป้องกันผิวที่แข็งแรง เช่นเดียวกันครับ

องค์ประกอบที่สำคัญของชั้นขี้ไคลของผิวเรา ที่จะส่งผลให้ชั้นขี้ไคลของเรามีความแข็งแรงนั้น  ได้แก่ เซลล์ขี้ไคล(corneocyte) และไขมันระหว่างเซลล์ คอเลสเตอรอล กรดไขมันอิสระ และเซราไมด์ครับ 

และนอกจากนี้ ชั้นที่อยู่ใต้ชั้นขี้ไคลก็มีความสำคัญในการเป็นเกราะป้องกันผิวเช่นเดียวกัน โดยเซลล์ผิวที่อยู่ในชั้นล่างลงไปจะเชื่อมต่อกันอย่างแน่นหนา ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำ ระเหยออกจากผิว และขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้สารจากภายนอกเข้าสู่ผิวชั้นในด้วยครับ 

เอาละครับ ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเกราะป้องกันผิวกันแล้ว ต่อไปเราจะมาเรียนรู้กลไกของแต่ละโรคกันโดยคร่าวๆนะครับ

ผิวแพ้ง่าย เกิดจากการที่เกราะป้องกันชั้นผิวถูกทำลาย เมื่อเกราะไม่แข็งแรงก็จะไม่สามารถป้องกันผิวจากสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ดี สิ่งกระตุ้นภายนอกต่างๆจึงเข้ากระตุ้นผิวให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ในรูปของผื่น หรืออาการแพ้ครับ

ผื่นแพ้สัมผัสจากสารระคายเคือง ก็เกิดจากตัวสารระคายเคือง(Irritant) พวกกรด ด่าง สบู่ ฯลฯ ไปทำลายเกราะป้องกันของผิวเรา และเข้าไปกระตุ้นผิวของเราให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมานั่นเอง ส่วนผื่นแพ้สัมผัสจากสารก่อแพ้ เริ่มต้นจะเกิดจากสารก่อแพ้เข้าสู่ผิว แล้วไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวใต้ผิวของเราจดจำสารนี้ไว้ หลังจากนั้นเมื่อมีการสัมผัสสารอีกเม็ดเลือดขาวจะถูกกระตุ้น ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ตอบสนองขึ้นมาครับ

ผื่นแพ้จากสาเหตุภายใน เช่น Atopic dermatitis (ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง) ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของ Atopic Dermatitis ได้อย่างแน่ชัดครับ แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน โดยอาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม เพราะมักจะพบในท่านที่มีประวัติภูมิแพ้อื่นๆ เช่น หอบหืด หรือมีประวัติครอบครัว ร่วมกับภาวะทางภูมิต้านทานโรคในร่างกายผู้ป่วยเอง หรือร่างกายอาจขาดโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนังกักเก็บน้ำ จนทำให้ผิวหนังแห้ง แดง คัน ระคายเคือง และก่อให้เกิดโรค Atopic Dermatitis ได้

ผิวติดสเตียรอยด์เป็นอาการทางผิวที่เกิดจากการผิวดื้อต่อการรักษาด้วยสเตียรอยด์ชนิดทา หลังจากการใช้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผิวจะค่อยๆเกิดอาการติดสาร และจะเกิดปฏิกิริยาทางผิวหนังเมื่อมีการหยุดทาสเตียรอยด์ ซึ่งกลไกการเกิดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการเปบี่ยนแปลงของการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวที่ผิวต่อสารสเตียรอยด์ครับ

ที่เอ็มวีต้าคลินิก หมอจะทำการรักษาโดยคำนึงถึงหลักการแบบองค์รวมครับ คือไม่เพียงแต่จะรักษาในเรื่องของอาการผื่นแดง แสบ คัน เท่านั้น แต่จะต้องรักษาผิวให้มีความแข็งแรง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาผื่นแพ้กำเริบขึ้นมาอีกในระยะยาวครับ ดังนั้นหมอจะทำการรักษาโดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะครับ

ระยะที่ 1 ช่วงที่ผิวมีผื่นอักเสบ แสบ แดง ลอก

 อาการผิวหนังอักเสบ เป็นอาการที่พบได้ ในท่านที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย ผื่นแพ้ผิวหนัง และท่านที่มีปัญหาผิวติดสเตียรอยด์ เนื่องจาก อาการผิวหนังอักเสบนี้ เป็นปฏิกิริยาของผิวหนัง ที่เกิดขึ้น เมื่อผิวได้รับสารกระตุ้น ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ดังนั้น การรักษาในระยะนี้ จึงมีความคล้ายคลึงกัน และสามารถใช้วิธีการรักษาเดียวกันเพื่อทำให้อาการอักเสบหายไปครับ ระยะนี้หมอจะใช้เป็นทรีทเม้นต์ที่สามารถช่วยลดการอักเสบของผิวได้อย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันก็มีความอ่อนโยนกับผิว ซึ่งหลังทำ คนไข้จะรู้สึกคันน้อยลง อาการแดง อาการแสบเริ่มดีขึ้นทันทีครับ สำหรับทรีทเม้นต์ที่หมอได้ออกแบบมาสำหรับคนไข้ ในระยะที่ผิวอักเสบนี้ มีชื่อว่า เดอร์มาคาล์มมิ่ง (Dermacalming) ซึ่งมีหลักการในการรักษาดังนี้ครับ

  1. ใช้เวชสำอางที่อ่อนโยน และมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวหนัง ช่วยปลอบประโลมผิวให้การระคายเคืองบรรเทาลง
  2. การนวดกดจุด เพื่อช่วยให้ผิวสามารถขับของเสีย หรือสารพิษออกทางระบบน้ำเหลือง
  3. ปลอบประโลมผิวด้วยความเย็นที่อุณหภูมิ 4°C ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการแสบร้อนของผิว
  4. มาส์คพิเศษของทางคลินิกที่สามารถลดอาการแดงคัน ทำให้คนไข้รู้สึกดีขึ้นทันทีครับ
  5. เสริมการซ่อมแซมผิวที่อักเสบ ด้วยทรีตเม้นต์พลังงานแสงที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวมีการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และสร้างโครงผิวใหม่
  6. นอกจากนี้ยังมีเวชสำอางพิเศษให้คนไข้กลับไปทาต่อที่บ้าน เพื่อให้การรักษามีความต่อเนื่อง เห็นผลได้รวดเร็วขึ้นครับ

ระยะที่ 2 ช่วงที่ผิวไม่อักเสบแล้ว แต่ยังมีความอ่อนแอ

เมื่อสามารถรักษาอาการผิวอักเสบจนหายเป็นปกติแล้ว ผิวจะยังมีความอ่อนแออยู่ และยังคงไวต่อสิ่งกระตุ้น ดังนั้นสเต็ปต่อไปจึงเป็นการเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้ฟื้นกลับมาเป็นปกติ เพื่อให้ผิวกลับมาแข็งแรงอีกครั้งครับ สำหรับทรีทเม้นต์ที่หมอออกแบบมาสำหรับคนไข้ในระยะนี้ มีชื่อเรียกว่า ไฮดร้าดิว รีแพร์ (Hydradew Repair) ทรีทเม้นท์ตัวนี้จะช่วยฟื้นฟูชั้นผิวที่อ่อนแอ ปรับปรุงโครงสร้างของเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยครับ

หลักการในการรักษาของทรีทเม้นท์ตัวนี้

  1. ใช้เวชสำอางที่มีความอ่อนโยนต่อผิวมากเป็นพิเศษ ไม่ระคายเคือง ไม่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้นมาใหม่
  2. การนวดกดจุด เพื่อช่วยให้ผิวสามารถขับของเสียหรือสารพิษออกทางระบบน้ำเหลือง
  3. เติมน้ำให้ผิวมีความชุ่มชื่น เพื่อให้ผิวมีความแข็งแรง สุขภาพผิวดีขึ้น
  4. ปลอบประโลมผิวด้วยความเย็นที่อุณหภูมิ 4 °C และด้วยเวชสำอางที่สามารถเติมโครงสร้างชั้นผิวให้แข็งแรงขึ้น
  5. ราคาพิเศษของทางคลินิกที่จะสามารถเติมชั้นผิว ให้กลับมาแข็งแรงพร้อมเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว
  6. เสริมการซ่อมแซมผิวที่อักเสบ ด้วยทรีตเม้นต์พลังงานแสงที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวมีการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และสร้างโครงผิวใหม่
  7. นอกจากนี้ยังมีเวชสำอางค์พิเศษให้คนไข้กลับไปทานต่อที่บ้าน เพื่อให้การรักษามีความต่อเนื่องเห็นผลได้รวดเร็วขึ้นครับ

ปรึกษาทุกปัญหาความงามกับคุณหมอโดยตรง

    ชื่อ-สกุล*:

    เบอร์ติดต่อกลับ*:

    อีเมล์สำหรับส่งข้อมูล *

    เพศ:

    ชาย หญิง

    อายุ (ปี):


    ต้องการปรึกษาคุณหมอเรื่องใด*:

    ปุ่มติดต่อสอบถามบน Facebook ปุ่มสอบถามทางไลน์ LINE Official