ปัญหาสิวเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจและลดทอนความมั่นใจบนใบหน้า โดยเฉพาะสิวที่มีอาการบวมแดงและสร้างความเจ็บปวดอย่างสิวอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้หรือรับมือผิดวิธีอาจลุกลามจนทิ้งรอยดำ รอยแดง หรือแม้กระทั่งหลุมสิวถาวรเอาไว้บนผิวหน้า การทำความเข้าใจว่าสิวประเภทนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และการเลือกใช้วิธีรักษาสิวอักเสบที่ถูกต้องตรงจุด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยหยุดวงจรสิวเกิดซ้ำซาก เพื่อให้เราสามารถฟื้นฟูผิวและคืนความกระจ่างใสให้กับใบหน้าได้อย่างยั่งยืน
สิวอักเสบ คืออะไร?
สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) คือระยะลุกลามของสิวอุดตันที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Cutibacterium acnes หรือ C. acnes ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในรูขุมขนที่มีน้ำมันอุดตัน เมื่อแบคทีเรียชนิดนี้เพิ่มจำนวนขึ้น ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาจัดการกับเชื้อโรค เกิดเป็นกระบวนการต่อสู้กันใต้ชั้นผิวหนัง ส่งผลให้บริเวณนั้นเกิดอาการบวม แดง นูนขึ้นมา และมักจะมีความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อสัมผัสโดน การรักษาสิวอักเสบอย่างทันท่วงทีจึงมีความจำเป็นเพื่อหยุดยั้งกระบวนการอักเสบไม่ให้ทำลายโครงสร้างผิวหนังที่อยู่ลึกลงไป
สิวอักเสบ เกิดจากอะไร?

สาเหตุหลักของการเกิดสิวอักเสบมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เริ่มจากการที่ฮอร์โมนในร่างกายทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศที่ไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น เมื่อน้ำมันส่วนเกินผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว จะเกิดการอุดตันในรูขุมขน กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย C. acnes นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสะสม การล้างหน้าไม่สะอาด และการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง ล้วนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้การรักษาสิวอักเสบทำได้ยากขึ้น
ประเภทของสิวอักเสบ มีกี่แบบ?
สิวอักเสบสามารถแบ่งระดับความรุนแรงและลักษณะอาการออกได้เป็น 5 ประเภทหลัก เพื่อให้เราสามารถประเมินและเลือกวิธีรักษาสิวอักเสบได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
- สิวอักเสบชนิดตุ่มนูนแดง (Papule) ลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดเล็ก มีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร เกิดจากการอักเสบในระยะเริ่มต้นของสิวอุดตัน มีอาการเจ็บเล็กน้อยเมื่อสัมผัส และยังไม่ปรากฏหัวหนองให้เห็น
- สิวอักเสบหัวหนอง (Pustule) ลักษณะเป็นตุ่มแดงบวมและมีจุดหนองสีขาวหรือสีเหลืองอยู่ตรงกลางยอดสิว เกิดจากกระบวนการอักเสบที่มีเม็ดเลือดขาวเข้ามาต่อสู้กับแบคทีเรียจนกลายเป็นหนอง มีอาการปวดบริเวณรอบสิว
- สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก (Nodule) สิวอักเสบขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็งหรือเป็นไตฝังตัวอยู่ลึกใต้ชั้นผิวหนัง มักเกิดจากการบีบสิวผิดวิธีจนถุงสิวแตกกระจายใต้ผิว อาการรุนแรง เจ็บปวดมาก และเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น
- สิวเป็นถุงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง หรือ สิวซีสต์ (Acne Cyst) สิวอักเสบขั้นรุนแรง มีลักษณะเป็นถุงบวมนูนขนาดใหญ่ ภายในบรรจุของเหลว หนอง หรือเลือด การรักษาสิวอักเสบชนิดนี้ทำได้ยาก และมักทิ้งหลุมสิวขนาดใหญ่เอาไว้แม้สิวจะยุบลงแล้ว
- สิวหัวช้าง (Acne Conglobata) สิวอักเสบขั้นรุนแรงที่สุด เกิดจากการรวมตัวกันของสิวซีสต์และสิวอักเสบหลาย ๆ หัวเชื่อมต่อกันใต้ผิวหนัง มีอาการบวมแดงรุนแรง ลุกลามเป็นวงกว้าง และสร้างความเจ็บปวดอย่างหนัก จำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์เท่านั้น
เริ่มต้นดูแลตัวเอง วิธีรักษาสิวอักเสบ หยุดสิวเกิดซ้ำ ด้วยตัวเอง

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นตุ่มแดงหรืออาการเจ็บปวดบนผิวหน้า การรับมือและดูแลรักษาด้วยตัวเองในเบื้องต้นอย่างถูกวิธี จะช่วยบรรเทาอาการบวมแดง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และลดโอกาสที่สิวจะลุกลามรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งวิธีรักษาสิวอักเสบด้วยตัวเองสามารถทำได้ดังนี้
การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide/Salicylic Acid
การเลือกใช้ยาทาภายนอกถือเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดี ยาที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide จะออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P. acnes และช่วยให้หัวสิวแห้งไวขึ้น ในขณะที่ส่วนผสมของ Salicylic Acid หรือ BHA จะทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ สลายไขมันที่อุดตันในรูขุมขน ลดอาการบวมแดง และป้องกันการเกิดสิวใหม่ โดยควรเริ่มทาในปริมาณน้อยเพื่อดูอาการระคายเคืองของผิวก่อน
การใช้แผ่นแปะสิว
แผ่นแปะสิวเป็นตัวช่วยรักษาสิวอักเสบที่สะดวกและรวดเร็ว โดยแผ่นฟิล์มที่มีสารไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloid) จะทำหน้าที่ดูดซับของเหลวและหนองออกจากตุ่มสิว ทำให้สิวยุบตัวลงเร็วขึ้น นอกจากนี้ แผ่นแปะสิวยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดี ช่วยปกป้องผิวจากสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และป้องกันไม่ให้เราเผลอใช้มือไปสัมผัส แคะ หรือแกะสิว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สิวติดเชื้อลุกลาม
สกินแคร์ลดสิว
การปรับเปลี่ยนมาใช้สกินแคร์ลดสิวเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาสิวอักเสบ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวที่ระบุว่า Non-comedogenic ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน เน้นส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบ และควบคุมความมันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสครับเม็ดหยาบ เพราะจะยิ่งเสียดสีและกระตุ้นให้สิวเกิดการอักเสบและระคายเคืองหนักกว่าเดิม
การประคบอุ่น
การประคบอุ่นเป็นวิธีรักษาสิวอักเสบแบบธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร้อนในระดับที่พอเหมาะจะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดบริเวณที่อักเสบ ทำให้รูขุมขนขยายตัว ช่วยดันหัวหนองหรือสิ่งอุดตันที่อยู่ลึกใต้ผิวหนังให้โผล่ขึ้นมาบนพื้นผิวได้ง่ายขึ้น เพียงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นบิดหมาด ประคบเบา ๆ บริเวณที่เป็นสิวประมาณ 10 นาที ทำเป็นประจำจะช่วยให้สิวยุบตัวเร็วขึ้น

วิธีรักษาสิวอักเสบทางการแพทย์

หากดูแลตัวเองในเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น สิวอักเสบมีขนาดใหญ่ขึ้น เจ็บปวดรุนแรง หรือกระจายตัวเป็นวงกว้าง การเข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับวิธีรักษาสิวอักเสบทางการแพทย์คือทางออกที่ดี เพื่อป้องกันความเสียหายของผิวหนัง
การใช้ยารับประทานกลุ่มปฏิชีวนะ/อนุพันธ์วิตามินเอ
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวรุนแรง แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาสิวอักเสบด้วยการจ่ายยารับประทาน ยาปฏิชีวนะจะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียจากภายในและลดกระบวนการอักเสบ ส่วนยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids) จะช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันและการอุดตัน อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงสูงและอาจทำให้ผิวแห้งลอก จึงต้องรับประทานภายใต้การควบคุมของแพทย์
การฉีดสิว
การฉีดสิวเป็นวิธีรักษาสิวอักเสบที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วทันใจ เหมาะสำหรับสิวอักเสบเม็ดใหญ่ สิวซีสต์ หรือสิวที่กำลังบวมเป่งและสร้างความเจ็บปวด แพทย์จะใช้ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ฉีดเข้าไปที่บริเวณก้อนสิวโดยตรง ตัวยาจะเข้าไประงับกระบวนการอักเสบอย่างฉับพลัน ทำให้ตุ่มสิวยุบตัวลง แต่อาการบวมแดงหายไปภายใน 24-48 ชั่วโมง ทั้งนี้ต้องใช้ปริมาณยาที่แม่นยำเพื่อป้องกันรอยบุ๋มบนผิว
การกดสิวอย่างถูกวิธี
การกดสิวไม่ใช่สิ่งที่ควรทำด้วยตัวเอง แต่เป็นวิธีรักษาสิวอักเสบที่มีประสิทธิภาพเมื่อทำโดยแพทย์หรือพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรม โดยจะใช้เข็มปลอดเชื้อเจาะเปิดหัวสิวอักเสบที่สุกแล้ว จากนั้นใช้เครื่องมือเฉพาะทางกดระบายเอาหนอง เลือด และหัวสิวที่อุดตันอยู่ภายในออกมาจนหมด การเคลียร์สิ่งตกค้างออกอย่างถูกวิธีจะช่วยให้สิวอักเสบแห้งไว ลดความตึงเครียดของผิว และป้องกันการอักเสบซ้ำซ้อน
การฉายแสง LED/Laser)
เทคโนโลยีการฉายแสงและเลเซอร์เป็นนวัตกรรมการรักษาสิวอักเสบด้วยการฉายแสง LED สีน้ำเงินจะเข้าไปทำลายแบคทีเรีย P. acnes ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิว ส่วนแสงสีแดงจะช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวและลดการอักเสบ นอกจากนี้ การใช้เลเซอร์บางประเภทยังช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ลดเลือนรอยแดงรอยดำจากสิว และปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียนขึ้น เป็นวิธีรักษาที่ปลอดภัยและช่วยฟื้นฟูผิวในระยะยาว
โปรแกรมรักษาสิวอักเสบที่ M Vita Clinic หยุดวงจรสิวขึ้นซ้ำซาก
การรักษาสิวอักเสบให้หายขาดและไม่กลับมาเป็นซ้ำ จำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้ทำหัตถการและเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน ที่ M Vita Clinic เรามีโปรแกรมรักษาสิวอักเสบที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาสิวทุกระดับความรุนแรง ดูแลโดยแพทย์ที่พร้อมประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ผสมผสานนวัตกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตัวยาที่ปลอดภัย และขั้นตอนการดูแลที่พิถีพิถัน เพื่อเข้าไปจัดการต้นตอของการอักเสบอย่างตรงจุด ช่วยให้สิวยุบไว ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาแข็งแรง สุขภาพดี คืนความมั่นใจด้วยใบหน้าที่กระจ่างใสไร้สิวกวนใจ
ราคาของการรักษาสิวอักเสบ
ค่าใช้จ่ายในการรักษาสิวอักเสบนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสิว วิธีการรักษาที่เลือกใช้ และระยะเวลาที่ต้องดูแลฟื้นฟูผิวอย่างต่อเนื่อง
ข้อควรระวังในการรักษาสิวอักเสบ
ข้อห้ามสำคัญในการรักษาสิวอักเสบคือ ห้ามบีบ แคะ แกะ หรือเกาบริเวณที่เป็นสิวอย่างเด็ดขาด เพราะแรงกดจะทำให้ถุงหนองใต้ผิวหนังแตก เชื้อแบคทีเรียกระจายตัวไปยังพื้นที่ข้างเคียง ทำให้สิวลุกลามและอักเสบรุนแรงกว่าเดิม นอกจากนี้ การใช้ยาทาหรือยารับประทานบางชนิดอาจทำให้ผิวหน้าบางและไวต่อแสงแดด จึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เพื่อป้องกันภาวะดื้อยา ซึ่งจะทำให้การรักษาสิวอักเสบในอนาคตยากยิ่งขึ้น

ข้อแนะนำในการป้องกันไม่ให้สิวอักเสบขึ้นซ้ำ
การป้องกันไม่ให้สิวเกิดย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ เพื่อไม่ให้ต้องกลับมารักษาสิวอักเสบซ้ำซาก ควรเริ่มต้นที่การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี ล้างหน้าให้หมดจดแต่ไม่ทำร้ายปราการผิว เลือกใช้สกินแคร์ที่บางเบาไม่อุดตันรูขุมขน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยลดปริมาณของหวาน ของทอด และผลิตภัณฑ์จากนมวัว ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบ ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้เป็นเวลา และหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ ซึ่งเป็นเกราะป้องกันสิวอักเสบจากภายในที่ยั่งยืน
สรุปบทความ
ปัญหาสิวอักเสบไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหากเรามีความเข้าใจถึงสาเหตุและเลือกใช้วิธีรักษาสิวอักเสบที่ถูกต้องตรงกับสภาพผิวของตนเอง การดูแลผิวขั้นพื้นฐานด้วยตัวเองอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการงดพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายผิว จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
แต่ในกรณีที่สิวมีความรุนแรงและลุกลาม การตัดสินใจเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาสิวอักเสบทางการแพทย์อย่างถูกวิธี จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ตัดวงจรสิวได้อย่างเด็ดขาด ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น และช่วยให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน กระจ่างใส และแข็งแรงได้อย่างยาวนาน
คำถามที่พบบ่อย
สิวอักเสบ เป็นกี่วันถึงหาย?
ระยะเวลาในการรักษาสิวอักเสบขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง หากเป็นสิวตุ่มแดงหรือหัวหนองขนาดเล็ก อาจใช้เวลาดูแลรักษาเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่หากเป็นสิวซีสต์ สิวหัวช้าง หรือสิวอักเสบรุนแรง อาจต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่หากเข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์ สิวอักเสบมักจะหายเร็วขึ้นมากภายใน 2-3 วันครับ
ทำไมสิวอักเสบขึ้นที่เดิมซ้ำ ๆ ไม่หยุด ทำยังไงดี?
สิวอักเสบที่ขึ้นซ้ำบริเวณเดิมมักเกิดจากการเคลียร์หัวสิวเดิมออกไม่หมด ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งอุดตันตกค้างอยู่ลึกใต้รูขุมขน หรือโครงสร้างรูขุมขนบริเวณนั้นได้รับความเสียหาย ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาสิวอักเสบที่ลึกถึงต้นตอและปรับโครงสร้างผิว
บีบสิวอักเสบได้ไหม ช่วยให้หายเร็วขึ้นจริงหรือ?
ไม่ควรบีบสิวอักเสบด้วยตนเองอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นแล้ว แรงบีบยังทำให้หนองและแบคทีเรียทะลักลงลึกไปในชั้นผิวหนัง กระตุ้นให้การอักเสบลุกลามรุนแรงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำหรือหลุมสิวถาวรที่รักษาได้ยากมาก
- เปิด วันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
- อังคาร – ศุกร์ : 11:00 – 20:00 , เสาร์ – อาทิตย์ : 10:00 – 20:00
- ตั้งอยู่บน ถนน อโศกมนตรี หรือสุขุมวิท 21 ตรงข้ามโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ครับ
- สามารถจอดรถได้ที่ คอนโด สุขุมวิท ลิฟวิ่ง ทาวน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ
- เดินทางสะดวกได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือเลี่ยงรถติด ก็มาง่ายมากๆครับเพราะร้านเรา ใกล้กับ MRT เพชรบุรี ออก Exit 2 เดินมาทางถนนอโศกมนตรี ประมาณ 200 เมตร ก็ถึง M Vita Clinic แล้วครับ
วันเผยแพร่


