ยารักษาสิว

ใช้ยารักษาสิวแบบไหนได้บ้าง? ทำอย่างไรให้หาย?

ปัญหาสิวเป็นเรื่องใหญ่ที่กวนใจเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงาน การใช้ยารักษาสิวจึงเป็นทางออกที่ดี แต่บ่อยครั้งที่เราซื้อยาสำหรับรักษาสิวมาใช้เองแล้วไม่ได้ผล หรือบางครั้งสิวกลับเห่อหนักกว่าเดิม เป็นเพราะการใช้ยารักษาสิวหรือยาฆ่าเชื้อสิวแบบผิด ๆ ทำให้เกิดปัญหาดื้อยาหรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ ไปดูกันว่ายาสำหรับรักษาสิวแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง เพื่อให้เราเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้อง

รู้จักสิว คืออะไร

สิว คือ การอักเสบของรูขุมขนและต่อมไขมัน โดยปกติแล้วต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันออกมาเพื่อหล่อเลี้ยงผิว แต่เมื่อมีการผลิตน้ำมันมากเกินไป จนไปรวมตัวกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและเชื้อแบคทีเรีย ก็จะเกิดการอุดตันจนกลายเป็นสิวขึ้นมา การเข้าใจกลไกการเกิดสิวเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราเลือกยารักษาสิวได้อย่างถูกต้อง เพราะยาแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน 

รู้จักประเภทของสิวก่อนเลือกใช้ยา

ประเภทของสิว

ก่อนที่จะไปเลือกซื้อยาสำหรับรักษาสิว หรือพิจารณากินยาฆ่าเชื้อสิว เราต้องสำรวจก่อนว่าสิวที่เป็นอยู่ เป็นสิวประเภทใด เพราะสิวแต่ละชนิดตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน การจำแนกประเภทสิวจะแบ่งได้ดังนี้

  • สิวอุดตัน เป็นสิวระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีการอักเสบ แบ่งย่อยได้เป็น สิวหัวขาว (สิวอุดตันหัวปิด) และสิวหัวดำ (สิวอุดตันหัวเปิด) เกิดจากการสะสมของไขมันและเซลล์ผิวเก่า มักต้องใช้ยากลุ่มผลัดเซลล์ผิว
  • สิวอักเสบ เป็นตุ่มแดงขนาดเล็ก เจ็บเล็กน้อย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในรูขุมขน สำหรับท่านที่มีสิวชนิดนี้อาจต้องพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อสิวแบบทาร่วมด้วย
  • สิวอักเสบหัวหนอง มีอาการบวมแดงและมีหนองสีขาวหรือเหลืองอยู่ตรงกลาง เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียอย่างหนัก สำหรับท่านที่มีสิวชนิดนี้ก็จะคล้ายกับกรณีสิวอักเสบคืออาจต้องใช้ยารักษาสิวกลุ่มยาปฏิชีวนะในการรักษา
  • สิวอักเสบแดงก้อนลึก เป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ แข็ง และเจ็บมาก อยู่ลึกใต้ผิวหนัง การใช้ยาทาทั่วไปอาจไม่เพียงพอ อาจต้องใช้ยาฆ่าเชื้อสิวแบบรับประทานร่วมด้วย
  • สิวซีสต์ เป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรงที่สุด มีลักษณะเป็นถุงน้ำขนาดใหญ่ภายในมีหนองและเลือด เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นถาวร การรักษาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์และมักต้องใช้ยารักษาสิวกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอและยาทานกลุ่มยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

รวม 5 ยารักษาสิวยอดนิยม 

ประเภทยารักษาสิว

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับจัดการปัญหาสิวมากมายจนเราอาจเลือกไม่ถูก แต่ในทางการแพทย์นั้นยารักษาสิวจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ตามกลไกการออกฤทธิ์ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามความรุนแรงของอาการที่เป็น หากเป็นเพียงสิวอุดตันเล็กน้อย แพทย์อาจจ่ายเพียงยาทา แต่หากเรามีสิวอักเสบกระจายทั่วใบหน้า การใช้ยาฆ่าเชื้อสิวจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เรามาดูกันว่า 5 ตัวยาหลักที่นิยมใช้ในวงการแพทย์ผิวหนังมีอะไรบ้าง และแบบไหนที่เหมาะกับผิวของเรา

1. ยาทาผลัดเซลล์ผิว

กลุ่มยารักษาสิวชนิดทาที่มีฤทธิ์ในการละลายสิวอุดตัน เป็นยาพื้นฐานที่แพทย์มักจ่ายให้เราเป็นอันดับแรก ตัวยาที่นิยมได้แก่ Benzoyl peroxide (BP) และ Retinoic acid (กรดวิตามินเอ) ยาประเภทนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาสิวอุดตันและสิวอักเสบระยะเริ่มต้น กลไกหลักคือการเข้าไปละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว 

สำหรับ Benzoyl peroxide ยังมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อสิวอ่อน ๆ ที่ช่วยลดจำนวนแบคทีเรีย P.acnes ได้ด้วย ทำให้สิวแห้งและหลุดออกง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้อาจทำให้ผิวแห้ง ลอก หรือระคายเคืองได้ เราจึงควรเริ่มทาในปริมาณน้อยและทิ้งไว้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนล้างออก เพื่อให้ผิวปรับสภาพได้ทัน

2. ยาทาปฏิชีวนะ

เมื่อสิวเริ่มมีการอักเสบ บวมแดง หรือมีหนอง การใช้แค่ยาละลายสิวอุดตันอาจไม่พอ เราจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อสิวรูปแบบทา เช่น Clindamycin หรือ Erythromycin ร่วมด้วย ยาประเภทนี้เหมาะสำหรับการรักษาสิวอักเสบ สิวหัวหนอง และสิวติดเชื้อ โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย C.acnes ที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบโดยตรง ช่วยให้สิวยุบตัวลงเร็วขึ้น ลดอาการบวมแดง แต่ข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้ยาฆ่าเชื้อสิวชนิดทาเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้เราใช้ควบคู่กับ Benzoyl peroxide เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดโอกาสการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย

3. ยากินปฏิชีวนะ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวอักเสบกระจายทั่วใบหน้า หรือสิวที่ลามไปที่หน้าอกและหลัง แพทย์จะพิจารณาให้ใช้ยาฆ่าเชื้อสิวรูปแบบรับประทาน กลุ่มยาที่นิยมใช้คือ Tetracycline, Doxycycline และ Erythromycin ยากลุ่มนี้เหมาะกับสิวอักเสบรุนแรง สิวหัวช้าง หรือสิวที่ไม่ตอบสนองต่อยาทา ยาฆ่าเชื้อสิวแบบกินจะออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเพื่อลดจำนวนแบคทีเรียและลดการอักเสบจากภายใน ซึ่งต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา แม้สิวจะยุบลงแล้ว แต่เราห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด และต้องระวังเรื่องการรับประทานยาพร้อมนมหรือยาลดกรด เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมยาได้ไม่เต็มที่

4. ยา Isotretinoin

หากเราลองใช้ทั้งยาทาและยาฆ่าเชื้อสิวแบบกินแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเป็นสิวขั้นรุนแรงมากอย่างสิวซีสต์ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา Isotretinoin ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอชนิดรับประทาน ยาตัวนี้เหมาะกับสิวรุนแรงที่ดื้อต่อการรักษาอื่น สิวซีสต์ หรือสิวที่เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นหลุมสิว กลไกของยาจะเข้าไปลดขนาดต่อมไขมัน ลดการผลิตน้ำมัน ลดการอุดตัน และลดการอักเสบ ถือเป็นยารักษาสิวที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ก็มาพร้อมผลข้างเคียงที่รุนแรงเช่นกัน เช่น ปากแห้ง ตาแห้ง ผิวไวต่อแสง และที่สำคัญคือห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์เด็ดขาด เพราะทำให้ทารกพิการได้ การใช้ยาชนิดนี้จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างเคร่งครัดเท่านั้น

5. ยาฮอร์โมน

สำหรับคนไข้สตรีบางท่านที่อาจเป็นสิวที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนซึ่งมักจะมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ได้แก่ สิวเห่อช่วงมีประจำจำเดือน หน้ามันมากผิดปกติ หรือมีขนดก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยารักษาสิวกลุ่มปรับฮอร์โมน ยาที่นิยมคือ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือยา Spironolactone ยาประเภทนี้เหมาะกับสิวฮอร์โมนในเพศหญิง โดยยาจะเข้าไปยับยั้งฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) ที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากเกินไป ผลลัพธ์คือหน้ามันน้อยลง สิวอุดตันและสิวอักเสบลดลง แต่ต้องใช้เวลากว่ายาประเภทอื่น ๆ กว่าจะเป็นผล (ประมาณ 3-6 เดือน) และเราต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ เพื่อเช็กประวัติความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตันหรือโรคประจำตัวอื่น ๆ

ใครที่เหมาะกับการกินยารักษาสิว

กินยารักษาสิว

ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นสิวจะต้องกินยา การตัดสินใจกินยารักษาสิวหรือยาฆ่าเชื้อสิวนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวในระดับปานกลางถึงรุนแรง มีสิวอักเสบจำนวนมาก มีสิวหัวช้าง หรือสิวซีสต์ที่สร้างความเจ็บปวดและเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นถาวร รวมถึงผู้ที่ลองใช้ยาแบบทามาอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือผู้ที่เป็นสิวบริเวณกว้าง เช่น ที่หลังและหน้าอก ซึ่งการทายาอาจทำได้ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาสิวจากฮอร์โมนที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีปกติ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์จะพิจารณาให้ยารับประทาน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเพียงสิวอุดตันเล็กน้อย หรือสิวอักเสบเพียง 1-2 เม็ด การใช้เพียงยาทาเพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว เพราะการกินยาฆ่าเชื้อสิวโดยไม่จำเป็นอาจเกิดผลเสียต่อตับและไตในระยะยาวได้

ผลข้างเคียงจากการกินยารักษาสิว

แม้ว่าการกินยารักษาสิวและยาฆ่าเชื้อสิวจะมีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสิว แต่การรับประทานยาเหล่านี้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากการกินยาฆ่าเชื้อสิวคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือเกิดเชื้อราในช่องคลอด เนื่องจากยาไปทำลายแบคทีเรียดี 

ส่วนยาในกลุ่ม Isotretinoin จะทำให้เกิดอาการผิวแห้งรุนแรง ปากแตก ตาแห้ง และผิวไวต่อแสงแดดมาก ทำให้เราต้องดูแลผิวและทากันแดดอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ การกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและระดับไขมันในเลือด ดังนั้น แพทย์จึงจำเป็นต้องนัดมาตรวจเลือดเป็นระยะ การใช้ยารักษาสิวแบบกินจึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปซื้อหากินเองได้ตามร้านทั่วไป ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เสมอ

รักษาสิว และเลเซอร์รอยสิว เส้นทางสู่ผิวใสไร้รอยดำแดง!

หากเรากำลังมองหาทางออกที่ยั่งยืน การดูแลรักษาที่ M Vita Clinic คลินิกรักษาสิวเราได้ออกแบบโปรแกรมการรักษาสิวที่ครอบคลุม ทั้งการใช้ยารักษาสิวที่มีมาตรฐานควบคู่ไปกับหัตถการทางการแพทย์ และนอกจากนี้ สำหรับท่านที่ไม่ต้องการทานยารักษาสิว ที่เอ็มวีต้าคลินิกยังมีโปรแกรมการรักษาสิวแบบไม่ทานยา ที่ใช้เลเซอร์ Accure ที่ได้ผ่านการรับรองโดย USFDA(อย. ของสหรัฐอเมริกา) และ อย.ไทย ว่าสามารถรักษาสิวที่รุนแรงได้ผล โดยไม่ต้องทานยา เนื่องจากตัวเลเซอร์จะลงลึกถึงต่อมน้ำมันใต้ผิวโดยตรง จึงลดความมันผิว และทำให้สิวดีขึ้นอย่างชัดเจน เรามุ่งเน้นการกำจัดสิวตั้งแต่ต้นตอ ตัดวงจรการเกิดสิวซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นการกดสิวอย่างถูกวิธี การฉีดสิวอักเสบ หรือการใช้เลเซอร์เพื่อฆ่าเชื้อสิวและลดรอยแดงรอยดำ โปรแกรมของเราช่วยให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการเลี้ยงไข้ เพราะเป้าหมายคือการทำให้ผิวของท่านกลับมาแข็งแรง หายขาดจากสิว และเผยผิวใสได้อย่างมั่นใจ โดยแพทย์จะประเมินสภาพผิวและปรับยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อผลลัพธ์ในการรักษาที่ดี

สรุป

การรักษาสิวให้หายขาดต้องอาศัยความเข้าใจและการเลือกใช้ยารักษาสิวที่ถูกต้อง หากเราเป็นสิวเพียงเล็กน้อย การใช้ยาทาผลัดเซลล์ผิวอาจเพียงพอ แต่หากมีการอักเสบรุนแรง การใช้ยาฆ่าเชื้อสิวทั้งแบบทาและแบบรับประทาน หรือยาปรับฮอร์โมน ก็เป็นทางเลือกที่จำเป็น สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยปราศจากการประเมินจากแพทย์ เพราะเสี่ยงต่อการดื้อยาและผลข้างเคียง การดูแลผิวที่ M Vita จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาที่ตรงจุด ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

FAQ รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยารักษาสิว

กินยาฆ่าเชื้อสิวติดต่อกันนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล? 

โดยทั่วไปเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหลังจากรับประทานยาฆ่าเชื้อสิวไปแล้วประมาณ 3-4 สัปดาห์ แต่เพื่อให้สิวหายขาดและป้องกันการดื้อยา แพทย์มักจะให้ทานต่อเนื่องประมาณ 6-12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิวและการตอบสนองของร่างกายเรา

ถ้าสิวหายแล้ว หยุดกินยาฆ่าเชื้อสำหรับสิวได้ทันทีเลยไหม? 

เราไม่ควรหยุดกินยาฆ่าเชื้อสิวเองทันทีที่สิวยุบ เพราะเชื้อแบคทีเรียอาจยังหลงเหลืออยู่และกลับมาเติบโตใหม่ได้ หรือที่เรียกว่าเชื้อดื้อยา ควรรับประทานยาให้ครบโดสตามที่แพทย์สั่ง หรือค่อย ๆ ปรับลดปริมาณยาลงตามคำแนะนำของแพทย์จะปลอดภัยที่สุด

ยารักษาสิวแบบกินทำให้หน้าบางจริงไหม? 

ยารักษาสิวโดยเฉพาะกลุ่ม Isotretinoin มีผลทำให้การทำงานของต่อมไขมันลดลงและเซลล์ผิวผลัดตัวเร็วขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าผิวแห้งและไวต่อแสงแดดมากขึ้น หรือรู้สึกเหมือนหน้าบางลง ช่วงที่รับประทานยานี้เราจึงต้องทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอและเลี่ยงการโดนแดดจัด

About

แพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านความงามมากว่า 14 ปี แพทย์ประจำเอ็มวีต้าคลินิก ศูนย์ดูแลรักษาปัญหาด้านผิวพรรณ ความงาม ศัลยกรรมตกแต่งครบวงจร

แพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านความงามมากว่า
14 ปี แพทย์ประจำเอ็มวีต้าคลินิก ศูนย์ดูแล
รักษาปัญหาด้านผิวพรรณ ความงาม
ศัลยกรรมตกแต่งครบวงจร

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ สามารถศึกษา นโยบายความเป็นส่วนตัว และจัดการความเป็นส่วนตัว ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า