Call Us: 02 640 8097
LINE
02 640 8097 mvitaclinic@gmail.com อังคาร - อาทิตย์ : 11.00 - 20.00น.

แก้ปัญหาผิวขาดน้ำ ไม่เรียบเนียน ด้วยไฮยาลูรอนิก (HA) สกินบูสเตอร์(Skinbooster)เติมน้ำให้ผิวแบบล้ำลึก เห็นผลทันที

สวัสดีครับ หมอชื่อหมอเอ็ม หรือ นพ. มนตรี อุดมประเสริฐกุล เป็นแพทย์ประจำเอ็มวีต้าคลินิกนะครับ

คุณเคยประสบปัญหาเหล่านี้หรือไม่ครับ เช่น ผิวดูโทรม ไม่สดใส แต่งหน้าทาแป้งไม่ค่อยติด ระหว่างวันต้องคอยเติมแป้งบ่อยๆ ผิวระคายเคืองง่าย ไม่เรียบเนียน…. ปัญหาเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการของผิวขาดน้ำครับ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาจนมีตัวช่วยที่เห็นผลไวและชัดเจน สามารถเติมน้ำให้ผิวอย่างรวดเร็ว และปรับผิวให้ดูสดใสขึ้นรวดเร็ว นั่นก็คือ สกินบูสเตอร์ Skinbooster หรือการบำรุงผิวเร่งด่วนด้วย HA บูสท์ผิวนั่นเองครับ ซึ่งมีตัวเลือกอยู่หลายแบรนด์ครับ ได้แก่ Restylane Vital Light และ Restylane Vital, Juvederm Volite, และ Belotero soft ซึ่งบทความนี้จะให้รายละเอียดเพื่อตอบคำถามสำหรับท่านที่กำลังสนใจการรักษาผิวด้วยเทคโนโลยีนี้นะครับ

ปัญหาผิวขาดน้ำ

ปัญหาผิวขาดน้ำ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากๆ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมรอบตัวเรา มีมลภาวะต่างๆ ที่ทำร้ายผิว ทั้งฝุ่นควัน แสงแดด สารเคมีต่างๆ โดยเฉพาะในโซนเมืองใหญ่ต่างๆ ครับ 

ปกติแล้ว ผิวของเราจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ในเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างสูง โดยประมาณแล้วผิวของเราจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 15% ของน้ำหนักตัวทั้งหมดเลยทีเดียวครับ ซึ่ง 70% ของปริมาณน้ำตรงนี้จะอยู่ในชั้นหนังแท้(Dermis) โดยจะเป็นส่วนประกอบในเซลล์ และพบอยู่ในส่วนของเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์ ปนรวมกับสารคอลลาเจน อีลาสติน และสารอื่นๆเช่นกรดไฮยาลูรอนิก เป็นต้น น้ำจะมีหน้าที่ทำให้ผิวของเรามีความเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และมีความยืดหยุ่น ผิวที่อิ่มน้ำจะดูเปล่งปลั่งสดใส ดูโกลว์ มีสุขภาพดี และน้ำในชั้นหนังกำพร้ายังช่วยเสริมให้ผิวเรามีเกราะป้องกันที่แข็งแรง ทำให้ผิวไม่แพ้ง่ายด้วยครับ 

Skinbooster บำรุงผิวเร่งด่วนด้วย HA บูสท์ผิว

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า น้ำในผิว 70% อยู่ในชั้นหนังแท้ และอยู่ในสารระหว่างเซลล์ ดังนั้นกรณีที่ผิวขาดน้ำมากๆ ทางแก้ที่เห็นผลไวที่สุดก็คือการเติมสารระหว่างเซลลที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำเข้าสู่ชั้นหนังแท้นั่นเองครับ 

สารที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดในการเติมคือ HA หรือกรดไฮยาลูรอนิกครับ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ ได้ดีถึง 1000 เท่าของน้ำหนักโมเลกุล และมีความปลอดภัยในการฉีด ไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองครับ 

ปัจจุบันมีแบรนด์ใหญ่ๆในวงการผลิตภัณฑ์สำหรับแพทย์ผิวหนังหลายแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของ Skinbooster ออกมาครับ โดยแต่ละผลิตภัณฑ์มักจะเป็นเจลน้ำหนักเบาที่มีกรดไฮยาลูโรนิกซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผิวหนังเป็นส่วนผสม ซึ่งการฉีดผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในระดับตื้นๆเข้าสู่ชั้นหนังแท้จะให้ความชุ่มชื้นยาวนานและประโยชน์อื่น ๆ ที่จะกล่าวต่อไปครับ

  1. สกินบูสเตอร์ ( Skinbooster)มีประโยชน์อย่างไร
  2. สกินบูสเตอร์ ( Skinbooster) ปลอดภัยหรือไม่?
  3. สกินบูสเตอร์ ( Skinbooster) ได้ผลมากน้อยแค่ไหน?
  4. หลังรับการรักษาด้วย สกินบูสเตอร์ ( Skinbooster) ใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะเริ่มเห็นผล?
  5. สกินบูสเตอร์ ( Skinbooster) ทำงานอย่างไร?
  6. สกินบูสเตอร์ (Skinbooster) จัดเป็นฟิลเลอร์หรือไม่?
  7. สกินบูสเตอร์ (Skinbooster) มีแบรนด์อะไรบ้าง?
  8. สกินบูสเตอร์ (Skinbooster) ของ เอ็มวีต้าคลินิก ใช้เป็นตัวไหน?
  9. หลังฉีด สกินบูสเตอร์ (Skinbooster) ผลที่ได้คงอยู่ได้นานเพียงใด?
  10. การฉีดสกินบูสเตอร์ (Skinbooster) ใช้เวลานานเท่าไหร่?
  11. การฉีดสกินบูสเตอร์ (Skinbooster) เจ็บหรือไม่?
  12. หลังฉีดสกินบูสเตอร์ (Skinbooster) จะเห็นผลเมื่อไหร่?
  13. หากเพิ่งทำโบท็อกหรือฟิลเลอร์มาก่อน สามารถรับการฉีดสกินบูสเตอร์ได้หรือไม่?
  14. หลังฉีดสกินบูสเตอร์ (Skinbooster) สามารถทำเลเซอร์หรือทำพวก RF ได้หรือไม่?

ลองนึกภาพว่าคุณสามารถวางครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื้นได้นานเป็นเดือนๆที่ผิวหนังชั้นลึกของคุณ เพื่อให้ผิวของคุณฉ่ำน้ำและดูสดใสขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน นั่นล่ะครับคือสิ่งที่สกินบูสเตอร์ทำ ความชุ่มชื้นที่เพิ่มขึ้นนี้มีผลต่อการยกกระชับผิวและช่วยให้ผิวดูมีสุขภาพดีและสดชื่นขึ้น ซึ่งหมอขอสรุปประโยชน์เป็นข้อๆไว้ดังนี้ครับ

  1. ให้ความชุ่มชื้น เติมน้ำให้ผิว ซึ่งเหมาะมากสำหรับท่านที่ผิวขาดน้ำ อ่อนล้า ดูโทรม ทาแป้งแต่งหน้าไม่ค่อยติดครับ
  2. ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน ฉ่ำวาว ดูโกลว์สไตล์เกาหลี ทำให้รูขุมขนดูกระชับ เหมาะกับท่านที่รูขุมขนค่อนข้างกว้าง ผิวหมองๆครับ
  3. ปรับผิวบริเวณคอให้เรียบเนียน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่มีปัญหาริ้วรอยบริเวณคอ ผิวที่คอเหี่ยวย่น ไม่เรียบเนียน หรือมีเส้นขวางที่เกิดจากการก้มคอ
  4. สำหรับผลิตภัณฑ์บางตัวจะมีสารที่ช่วยซ่อมแซมผิว กระตุ้นการสร้างผิวใหม่ ร่วมกับผลการเติมเต็มจาก HA จะเหมาะสำหรับท่านที่มีปัญหาหลุมสิว สามารถช่วยเติมให้เต็มได้ด้วยครับ

สิ่งที่คนส่วนใหญ่สังเกตเห็นหลังจากการรักษาด้วยสกินบูสเตอร์คือ พวกเขาจะรู้สึกว่าผิวดูชุ่มชื้นขึ้นมาก ซึ่งแม้ว่าการรักษาแบบนี้จะค่อนข้างมีราคาสูง แต่มันก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แทบทุกคนที่ได้ทำสกินบูสเตอร์ที่หมอเจอต่างพึงพอใจกับผลของสกินบูสเตอร์ที่ทำไปมากครับ

ปลอดภัยมากๆครับ การรักษาด้วยสกินบูสเตอร์ ( Skinbooster) บางแบรนด์ เช่น Restylane Vital Light มีมานานกว่า 15 ปีแล้วครับ และยังไม่มีรายงานถึงผลข้างเคียงหรืออันตรายใดๆที่ร้ายแรงเลยครับ ที่อาจจะมีพบบ้างก็เพียงแค่รอยแดงหรือรอยเข็มที่อาจจะเป็นอยู่แค่ประมาณ 1-4 วัน และจะค่อยจางหายไปเท่านั้นเองครับ

แน่นอนครับ สกินบูสเตอร์ ( Skinbooster) ได้ผลดีมาก หลังฉีดผิวของคุณจะชุ่มชื้น สุขภาพดีขึ้นและจะเรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจนครับ

ปกติแล้วหลังรับการรักษาด้วยสกินบูสเตอร์ ( Skinbooster) คำแนะนำจากแบรนด์ต่างๆ มักจะการันตีผลลัพธ์ที่ประมาณ 8 สัปดาห์หลังทำครับ แต่จากประสบการณ์ของหมอเองพบว่าคนไข้ส่วนใหญ่ช่วงหลังทำประมาณ 4-5 สัปดาห์ ก็เริ่มเห็นผลแล้วครับ

หมอจะทำการ”สะกิด” สกินบูสเตอร์เข้าสู่ผิวในชั้นหนังแท้ด้วยอุปกรณ์ช่วยฉีดแบบพิเศษ ที่จะช้ำน้อยมาก และปรับระดับความลึกได้จึงมีความแม่นยำสูงมากครับ เมื่อทำการวางตัวยาลงในชั้นหนังแท้แล้ว สกินบูสเตอร์จะยังคงอยู่ในผิวหนังประมาณ 30 วัน (ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่ใช้ด้วยครับ) ในช่วงเวลาดังกล่าวโมเลกุลของกรดไฮยาลูโรนิคในเจลจะดึงดูดและกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิวหนัง ความชุ่มชื้นจากปริมาณน้ำที่กักเก็บเพิ่มขึ้นร่วมกับสารไฮยาลูรอนิกที่หมอเติมเข้าไปนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ภายในผิวหนังซึ่งจะทำให้ผิวค่อยๆกระชับและเด้งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถึงแม้ว่าเจลดั้งเดิมที่เติมเข้าไป จะอยู่ได้ไม่เกิน 30 วันในผิวหนัง แต่ผลที่ได้จากการเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินนั้นจะมีอยู่นานหลายเดือนตามแต่ละแบรนด์ซึ่งจะกล่าวต่อไปครับ

สกินบูสเตอร์ช่วยเติมน้ำให้ผิว ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัตินี้มีบางตัวที่เป็นฟิลเลอร์และบางตัวก็ไม่ใช่ครับ ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นั้นๆด้วยครับ

ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฟิลเลอร์ได้แก่ Restylane vital light, Juvederm volite, Belotero soft

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ฟิลเลอร์ได้แก่ Dermacare, Cytocare เป็นต้นครับ

สำหรับที่เอ็มวีต้าคลินิก หมอจะค่อนข้างเน้นใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่เป็นฟิลเลอร์มากกว่าครับ เพราะด้วยผลการรักษาที่อยู่ได้ค่อนข้างนานกว่า ไม่ต้องคอยฉีดบ่อยๆด้วยครับ

ในส่วนนี้เราจะมาดูกันว่า สกินบูสเตอร์ แบรนด์ต่างๆ ที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรองจาก อย ไทยแล้ว มีแบรนด์ใดบ้าง และมีคุณสมบัติอย่างไรนะครับ

Restylane Vital Light และ Restylane Vital

สำหรับตัวนี้จัดได้ว่าเป็น Skinboosters ตัวออริจินอลเลยครับ เนื่องจากเป็นสกินบูสเตอร์ตัวแรกของโลกที่มีการนำมาใช้เติมน้ำให้ผิวนั่นเอง Restylane vital light และ Restylane Vital เป็น NASHA Gel ที่มีขนาดของโมเลกุลที่เล็กมาก และมีความอุ้มน้ำสูง  ซึ่งตัวนี้จะมีปริมาณ 12 และ 20 มก./1 ซีซี ก็คือต่อหนึ่งกล่องตามลำดับครับ นอกจากนี้ ตัวสกินบูสเตอร์ ทั้ง 2 ตัว ของแบรนด์ restylane นี้ ยังมีเทคโนโลยีพิเศษ ในการฉีดตัวยา ที่เรียกว่า Smart Click ทำให้หมอสามารถฉีดปริมาณของไฮยาลูรอนิค เท่าๆกันในทุกๆจุดด้วยครับ จึงทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ สมูธ เรียบเนียนเท่ากันทั่วใบหน้าครับ ด้วยความที่ Restylane vital และ vital light เป็นสกินบูสเตอร์ตัวแรกของโลก ก็ค่อนข้างมีงานวิจัยรับรองเยอะครับ ในแง่ของการช่วยเติมน้ำให้ผิว และยังมีวิจัยรับรองเรื่องของการเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวด้วยครับ

Juvederm Volite

ตัวนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ ข้อดีของ Volite คือเป็นไฮยาลูรอนิกที่เชื่อมต่อโมเลกุลด้วยเทคโนโลยี Vycross คือนำห่วงโซ่ไฮยาลูโรนิกชนิดสั้นและชนิดยาวมาเชื่อมโยงข้ามกัน ปรับแต่งเนื้อเจลให้คงตัวเป็นเนื้อเจลที่มีเนื้อเดียวกัน โดยมีปริมาณไฮยาลูรอนิกอยู่ที่ 12 มก./1 ซีซี ครับผม Volite เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรับรองในเรื่องการเติมน้ำให้ผิว เพิ่มความเรียบเนียน และความยืดหยุ่นให้ผิวด้วยครับ

Belotero soft

ไฮยาลูรอนิกสูตร Soft ของ Belotero ที่ใช้เทคโนโลยี CPM : Cohesive Polydensified Matrix สร้างความยืดหยุ่นให้เนื้อผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถปรับรวมเข้ากับผิวได้เป็นอย่างดีครับ ดังนั้นตัวนี้จะให้ความสมูธกลืนไปกับผิวดีมากครับ ตัวนี้จะปรับผิวให้โกลว์ ฉ่ำน้ำ รูขุมขนกระชับ และดูอ่อนเยาว์ครับ ซึ่งสำหรับ Belotero soft จะมีปริมาณไฮยาลูรอนิกอยู่ 20 มก./1 ซีซีครับ

สำหรับที่เอ็มวีต้าคลินิก หมอเลือกใช้ Restylane vital และ Restylane vital light เป็นสกินบูสเตอร์หลักในการเติมน้ำให้กับผิว เพราะด้วยความเป็นสกินบูสเตอร์ตัวแรกของโลก ที่มีมานานถึง 15 ปี มีงานวิจัยที่รับรองค่อนข้างเยอะ และด้วยคุณสมบัติ ที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และในขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มความเรียบเนียน และความยืดหยุ่นให้กับผิวได้อีกด้วย (ซึ่งตรงนี้อ้างอิงจากงานวิจัย ที่ประเมินถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของคุณภาพผิว) สำหรับที่ เอ็มวีต้าคลินิก หมอจะมีสองโปรแกรม ที่จะตอบโจทย์เรื่องผิวขาดน้ำให้เลือก ดังนี้ครับ

  1. M Vita Skinhydrator เติมน้ำให้ผิวด้วยคอกเทลที่มี Restylane vital หรือ Restylane vital light ผสมกับวิตามินและโกรธแฟคเตอร์และสารสกัด PDRN ซึ่งเป็นสารระดับโมเลกุล DNA ที่จะช่วยเสริมการซ่อมแซมผิวอีกด้วย

โปรแกรมนี้เหมาะกับ : ท่านที่มีปัญหาผิวขาดน้ำปานกลาง และต้องการความใส ฉ่ำวาว รูขุมขนกระชับ ผิวเรียบเนียน ดูโกลว์ครับ

  1. M Vita Skinbooster เติมน้ำให้ผิวด้วย Restylane vital แบบเข้มข้นสูงสุด และตามด้วยวิตามิน โกรธแฟคเตอร์กับ PDRN ที่เข้มข้น เพื่อบูสท์ผิวให้อิ่มน้ำและซ่อมบำรุงผิวขั้นสุด

โปรแกรมนี้เหมาะกับ : ท่านที่มีปัญหาผิวขาดน้ำรุนแรง หรือผิวมีริ้วเล็กๆค่อนข้างมาก ผิวหมองหรือค่อนข้างสูญเสียความยืดหยุ่นมาก ต้องการฟื้นฟูผิวให้เปล่งปลั่ง ริ้วรอยต่างๆหายไปอย่างรวดเร็วครับ

สำหรับระยะเวลาในการเห็นผลของ Skin Booster แต่ละตัว จะไม่เท่ากันครับ โดยจากงานวิจัยพบว่า Restylane vital และ Restylane vital Light หลังจากที่ฉีด 2 ครั้ง ด้วยครั้งแรกฉีด 2 cc และครั้งที่ 2 ฉีด 1 ซีซี ในระยะเวลาห่างกัน 1 เดือน พบว่าผลลัพธ์ จะคงอยู่ได้ถึงประมาณ 12 เดือนครับ ส่วน Juvederm volite หลังรับบริการ 1 ครั้ง โดยฉีด ปริมาณประมาณ 3 ซีซี พบว่าผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ประมาณ 9 เดือนครับ ส่วน Belotero soft แนะนำให้ฉีดประมาณ 2 cc ให้ผลยาวนานถึง 6 เดือนครับ สำหรับโปรแกรมสูตรเฉพาะของเอ็มวีต้าคลินิก 2 โปรแกรมนั้น ระยะเวลาของผลลัพธ์มีรายละเอียดดังนี้ครับ

  1. M Vita Skinhydrator แนะนำให้ทำทุกสองสัปดาห์ 3 ครั้ง ผลลัพธ์คงอยู่ได้ 2-3 เดือนครับ หรือหากต้องการบำรุงต่อเนื่อง สามารถทำทุกสองสัปดาห์ 3 ครั้ง จากนั้นเมนเทนประมาณเดือนละครั้งได้เรื่อยๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นครับ
  1. M Vita Skinbooster แนะนำให้ทำ 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน โดยทำครั้งแรกด้วย Restylane vital 2 cc  ครั้งที่สองอาจทำ 1-2 cc ก็ได้ครับ ขึ้นกับสภาพผิวและต้องการบำรุงมากน้อยเพียงใดครับ ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ 6-12 เดือนครับ หากต้องการบำรุงต่อเนื่อง สามารถทำช่วงแรก 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือนตามนี้ จากนั้นเมนเทนต่อประมาณทุกๆ 6 เดือนได้เรื่อยๆ จะได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งๆขึ้นไปอีกครับ

โดยทั่วไปทรีตเมนท์ในกลุ่มสกินบูสเตอร์ หมอจะทำการฉีดให้ทั่วหน้า ก็จะใช้เวลาโดยประมาณอยู่ที่ 20-30 นาทีครับ ส่วนสำหรับโปรแกรมของที่เอ็มวีต้าคลินิก จะใช้เวลาดังนี้ครับ

  1. M Vita Skinhydrator ใช้เวลาทำประมาณ 20-30 นาทีครับ
  2. M Vita Skinbooster ใช้เวลาทำประมาณ 30-40 นาทีครับ

สำหรับการฉีดสกินบูสเตอร์โดยทั่วไปจะเป็นการฉีดที่ระดับผิวชั้นตื้น ดังนั้นความเจ็บไม่ค่อยเยอะมากครับ ปกติแล้วเพียงแค่ทายาชาล่วงหน้าซัก 30 นาทีก็สามารถช่วยให้ขั้นตอนการทำค่อนข้างที่จะสบายมากๆครับ อีกทั้งในตัวยาที่ใช้ในการรักษา จะมีส่วนผสมของยาชาอยู่ ก็จะช่วยให้การฉีดเป็นไปได้อย่างสบายมากขึ้นอีกด้วยครับ

ระยะเวลาในการเห็นผลในแต่ละท่านอาจจะไม่เท่ากันครับขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมและปัญหาที่มี แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว หลังฉีดสกินบูสเตอร์ คนไข้จะเริ่มสังเกตเห็นผล ที่ประมาณ 4-6 สัปดาห์ครับ ส่วนสำหรับโปรแกรมที่เอ็มวีต้าคลินิก ทั้ง 2 โปรแกรมอาจมีระยะเวลาในการเริ่มสังเกตเห็นผลไม่เท่ากันดังนี้ครับ

  1. M Vita Skinhydrator จะเริ่มเห็นผล หลังจากทำ ไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์ครับ
  1. M Vita Skinbooster จะเริ่มสังเกตเห็นผลหลังจากที่ได้ทำไปแล้วประมาณ  2-4 สัปดาห์ครับ

สามารถทำได้ครับ และยิ่งกว่านั้น ตัวสกินบูสเตอร์ จะช่วยเสริมผลการรักษาของโบท็อก และฟิลเลอร์ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้ด้วย เนื่องจากเป็นการปรับผิวชั้นบนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นครับ

ปกติแล้วหลังฉีดสกินบูสเตอร์ ตัวยาจะอยู่ในผิวชั้นหนังแท้ ซึ่งค่อนข้างตื้นพอสมควร และสารไฮยาลูโรนิค ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Skin Booster นั้น ค่อนข้างไวต่อความร้อน ดังนั้นจึงแนะนำว่าหลังฉีดควรเว้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มทำเลเซอร์หรือทำ RF ครับ แต่หากว่าคนไข้ต้องการที่จะทำเลเซอร์และสกินบูสเตอร์ในวันเดียวกัน แบบนี้สามารถทำได้ครับ โดยให้ทำเลเซอร์หรือ RF ให้เรียบร้อยก่อนจากนั้นจึงตามด้วยการฉีดสกินบูสเตอร์ ถ้าทำตามขั้นตอนแบบนี้แล้ว ความร้อนจากตัวเลเซอร์หรือ RF ก็จะลงสู่ผิวที่ยังไม่มีสกินบูสเตอร์ก่อน หลังจากที่ทำเลเซอร์หรือ RF เรียบร้อยแล้ว เมื่อฉีดสกินบูสเตอร์ต่อ ความร้อนในชั้นผิวจะไม่มีผลกระทบต่อ Skin Booster ครับ


ปรึกษาทุกปัญหาความงามกับคุณหมอโดยตรง

ชื่อ-สกุล*:

เบอร์ติดต่อกลับ*:

อีเมล์สำหรับส่งข้อมูล *

เพศ:

ชาย หญิง

อายุ (ปี):


ต้องการปรึกษาคุณหมอเรื่องใด*:

ปุ่มติดต่อสอบถามบน Facebook ปุ่มสอบถามทางไลน์ LINE Official