สิวฮอร์โมน เป็นสิวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไม่หายขาด โดยเฉพาะบริเวณ แนวกราม คาง และรอบปาก ซึ่งเกิดจากความ ไม่สมดุลของฮอร์โมนภายในร่างกาย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มีภาวะเครียด ผู้หญิงในช่วงที่มีรอบเดือน หมดประจำเดือน หรือตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน สิวชนิดนี้มักเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ไม่มีหัว และต้องการการรักษาที่เข้าถึงต้นเหตุของความไม่สมดุลภายใน มากกว่าการดูแลความสะอาดภายนอกเพียงอย่างเดียว
บทความนี้ หมอเอ็ม นายแพทย์มนตรี อุดมประเสริฐกุล แพทย์ประจำ M Vita Clinic จะมาไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับสิวฮอร์โมนแบบเจาะลึก ตั้งแต่สาเหตุ ลักษณะเด่น ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่ได้ผลจริง เพื่อคืนความมั่นใจและผิวใสให้กับทุกคนครับ
สิวฮอร์โมน คืออะไร?
สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) คือ สิวที่เกิดจากความแปรปรวนหรือความไม่สมดุลของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน (Androgen) หรือฮอร์โมนเพศชายที่มีอยู่ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เมื่อฮอร์โมนเกิดความไม่สมดุล จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันให้ทำงานหนักขึ้น ผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น จนเกิดการอุดตันและกลายเป็นสิว
สิวประเภทนี้มักพบได้บ่อยในรูปแบบของ สิววัยรุ่น ที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน แต่ในขณะเดียวกัน วัยผู้ใหญ่ตอนต้นไปจนถึงวัยทำงาน ก็สามารถเผชิญกับปัญหานี้ได้บ่อยครั้งเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงมีประจำเดือน
สิวฮอร์โมน เกิดจากอะไร

สิวฮอร์โมนเป็นสิวชนิดหนึ่ง เกิดได้จากหลาย ๆ สาเหตุ ดังนี้
- ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- ช่วงที่มีประจำเดือน
- ช่วงหมดประจำเดือน
- ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ
- ความเครียด
- พักผ่อนไม่เพียงพอ
- ช่วงตั้งครรภ์
ฮอร์โมนที่มีปริมาณผิดปกติจะกระตุ้นต่อมไขมันในรูขุมขนให้ผลิตน้ำมันซีบัมมากขึ้น ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนและก่อตัวเป็นสิวฮอร์โมน ซึ่งสิวฮอร์โมนจะแตกต่างจากสิวทั่วไปตรงที่ สิวฮอร์โมนมีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่สิวทั่วไปจะเกิดจากซีบัม เชื้อแบคทีเรีย C.acnes และเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันในรูขุมขน

ภาวะที่อาจทำให้เกิดสิวฮอร์โมน
นอกจากช่วงวัยแล้ว ยังมีภาวะและปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ทำให้ระดับฮอร์โมนแปรปรวนจนเกิดสิวได้ เช่น
- ช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน : ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) จะลดต่ำลง ทำให้ฮอร์โมนเพศชายแสดงฤทธิ์ได้เต็มที่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวๆ ถึงมักมี สิวช่วงมีประจำเดือน หรือช่วง PMS
- ความเครียดสะสม : เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามาก ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น และยังกดภูมิคุ้มกันทำให้ผิวอักเสบได้ง่าย
- ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) : เป็นความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อในผู้หญิง ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวมันมาก มีขนดก ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสิวรุนแรง
- การตั้งครรภ์และวัยทอง : เป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
- การใช้ยาบางชนิด : เช่น การรับประทานหรือทายากลุ่มสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง
เช็กเลย! ลักษณะสิวฮอร์โมนเป็นแบบไหน
ลักษณะของสิวฮอร์โมน แม้จะดูคล้ายสิวทั่วไป แต่สิวฮอร์โมนก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่สังเกตได้ง่าย ไม่เหมือนเหมือนกับสิวอื่น ๆ ที่เป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ โดยสิวฮอร์โมนมีลักษณะดังนี้
- มักมีอาการผิวมัน รูขุมขนกว้างร่วมด้วย
- ขนาดสิวอักเสบเม็ดใหญ่ มักเป็นสิวลักษณะไตแข็ง ๆ นูน ๆ อยู่ใต้ผิว กด แล้วเจ็บ หรือเป็นสิวซีสต์ (Cystic Acne) ที่ไม่มีหัวชัดเจน อาจมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม
- ขึ้นซ้ำที่เดิม สิวฮอร์โมนมักจะเกิดในบริเวณเดิม ๆ โดยเฉพาะ U-Zone ของใบหน้า เมื่อขึ้นแล้วมักอยู่นาน ไม่ค่อยยุบ หายช้า และเป็นซ้ำ ๆ หรือมีอาการเป็นเรื้อรัง
- หายช้า อยู่นาน หลังจากหายแล้ว อาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือรอยคล้ำได้
บริเวณที่มักเกิดสิวฮอร์โมน
สิวฮอร์โมนมักจะเกิดขึ้นบนใบหน้า ในบริเวณที่ต่อมไขมันมีความไวต่อฮอร์โมนเป็นพิเศษ
หน้าผาก
สิวที่หน้าผาก อาจเกิดจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอและนอนดึก จนทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันออกมาและเกิดสิวขึ้นหน้าผากได้ นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในน้อง ๆ คนไข้ที่เพิ่งเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างรวดเร็ว
แก้ม
สิวที่แก้ม เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนภายในร่างกาย เช่น ปริมาณฮอร์โมนที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและสารอื่น ๆ ในผิวหนังได้มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันของต่อมน้ำมันใต้ผิวหนัง และทำให้เกิดสิวที่แก้มได้
คาง
สิวขึ้นคาง หรือสิวฮอร์โมนที่คางมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงมีประจำเดือน หรือท่านที่มีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น กลุ่มอาการ PCOS เป็นต้น
หลัง
สิวที่หลัง อาจมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนได้เช่นกัน หลักการเกิดสิวที่หลังเหมือนกับบริเวณอื่นข้างต้น แต่บริเวณหลังจะเป็นจุดที่สัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย เช่น การสวมเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัวที่ไม่สะอาด ทำให้ไปกระตุ้นการเป็นสิวที่หลังได้ง่าย
อก
สิวฮอร์โมนที่อกอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ฮอร์โมนส่งผลต่อการทำงานของต่อมน้ำมันในผิวหนัง ทำให้เกิดการอุดตันของต่อมน้ำมันใต้ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดสิวชนิดนี้บนหน้าอกได้
แขน
เกิดจากการที่ฮอร์โมนไม่สมดุล การเพิ่มระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนอาจทำให้ไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตไขมันมากขึ้น และมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อไขมันเหล่านี้ผสมกับปัจจัยภายนอก เช่น การสวมเสื้อผ้า การทาครีมบำรุงผิว อาจทำให้รูขุมขนอุดตันจนเกิดสิวที่แขนได้ เช่นเดียวกับบริเวณอื่น ๆ
วิธีรักษาสิวฮอร์โมน
การรักษาสิวฮอร์โมน ให้ได้ผลดี จำเป็นต้องผสมผสานการปรับสมดุลจากภายในเข้ากับการดูแลผิวภายนอกภายใต้การดูแลของแพทย์
1. ทานยารักษาสิว
- รับประทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ใช้เพื่อลดการอักเสบและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในระยะสั้น ๆ แต่การรับประทานยาอาจมีผลข้างเคียงได้ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ยาคุมกำเนิด (Oral Contraceptives) เพื่อลดปริมาณแอนโดรเจน (Androgen) ช่วยปรับระดับฮอร์โมนและลดการทำงานของต่อมไขมัน
- ยาต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน (Anti-androgen Drugs) เช่น Spironolactone ใช้เพื่อยับยั้งผลของฮอร์โมนที่กระตุ้นการเกิดสิว
- กลุ่มยาอนุพันธ์วิตามินเอ (Isotretinoin) ใช้ในกรณีที่เป็นสิวรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
- รับประทานยาไอโซเตรทติโนอินที่นิยมใช้ในการรักษาสิว สำหรับผู้ที่เป็นสิวอักเสบปานกลาง ขั้นรุนแรง มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมไขมันที่ผลิตซีบัม และช่วยลดการอักเสบ
2. ใช้ยาทารักษาสิว
- ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids) สามารถรักษาได้ทั้งสิวอุดตัน และสิวอักเสบ ช่วยลดการอุดตันและลดการอักเสบ แต่ตัวยายังคงมีข้อควรระวังคือ อาจทำให้ผิวแห้งลอก และไวต่อแสงได้
- เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C.acne ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว สิวอุดตัน สิวอักเสบ มีข้อควรระวังคือ อาจทำให้ผิวแห้งลอก และระคายเคือง
- กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตัน และลดรอยดำจากสิว
3. ฉีดสิว
การฉีดสิว (Corticosteroid Injections) เป็นการฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปที่สิวอักเสบเม็ดใหญ่โดยตรง เพื่อลดการอักเสบของสิว โดยเฉพาะสิวที่เป็นก้อนแข็งอยู่ใต้ผิวหนัง สิวอักเสบ ปวดบวมแดง ลดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สิวยุบไวขึ้น ให้ผลการรักษาที่ดี แต่ควรใช้ยาทาและวิธีการรักษาอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย
4. เลเซอร์สิว
การรักษาสิวด้วยเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง โดยใช้พลังงานแสงเลเซอร์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ลดการอักเสบ กระตุ้นการซ่อมแซมผิว ลดโอกาสการเกิดรอยสิว รอยแผลเป็นได้ดี ผลข้างเคียงน้อย และให้ผลลัพธ์ดีอีกด้วย
5.ใช้สารผลัดเซลล์ผิว
- กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) การใช้กรดควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ หากใช้ในปริมาณไม่เหมาะสม อาจทำให้ผิวแสบ หรือเบิร์นได้ โดยกรดอะซีลาอิก เป็นที่ได้จากสารสกัดตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติช่วยลดการอุดตันรูขุมขน ต้านการสร้างเม็ดสี และลดรอยดำหลังจากการรักษาสิวได้ดีอีกด้วย
- ใช้เคมีผลักเซลล์ผิว (Chemical Peel) โดยการผลัดผิวหนังชั้นนอกสุดออกมา เพื่อป้องกันการอุดตันรูขุมขนและช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ หากใช้ในปริมาณไม่เหมาะสม อาจทำให้ผิวแสบ หรือเบิร์นได้ครับ
6. ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง
การปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาสิวจะทำให้รักษาได้อย่างตรงจุด และให้ผลลัพธ์ที่ดี เนื่องจากสิวชนิดนี้เกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย จึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ค้นหาคลินิกรักษาสิวใกล้ฉัน เพื่อปรึกษาแพทย์ได้เลยครับ
แนวทางป้องกันสิวฮอร์โมน และปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)
เนื่องจากสิวฮอร์โมนเกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย เราจึงสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้
- พยายามไม่เครียด เพราะความเครียดกระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งทำให้สิวเห่อได้ ลองหากิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย โยคะ นั่งสมาธิ
- พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้ฮอร์โมนในร่างกายสมดุล
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- รักษาความสะอาด จะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ โดยเฉพาะดูแลความสะอาดของใช้ที่สัมผัสใบหน้า เช่น ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า โทรศัพท์มือถือ
- เลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงของมัน ของทอด ของหวาน และผลิตภัณฑ์จากนมวัวในปริมาณมาก ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบได้ เน้นทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง
- งดบีบ แกะ เกาโดยเด็ดขาด นอกจากจะทำให้สิวไม่หายแล้ว การกระทำดังกล่าวจะยิ่งผลักการอักเสบให้ลึกลงไป ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย เกิดเป็นรอยแผลเป็นที่รักษายากยิ่งกว่าเดิม
วิธีดูแลตัวเองขณะสิวฮอร์โมนขึ้น
การดูแลสิวฮอร์โมนต้องเน้นทั้งการดูแลผิวภายนอกและการปรับสมดุลภายในร่างกาย เพื่อลดการอุดตัน ลดการอักเสบ และป้องกันการเกิดสิวใหม่
- ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ด้วยมือที่สกปรก เพื่อลดโอกาสการนำเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิว
- ไม่แคะ แกะ หรือบีบสิวเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงขึ้น และทำให้เกิดหลุมสิว หรือรอยแผลเป็นถาวรที่รักษายากกว่าเดิม
- แต้มยารักษาสิวเฉพาะจุด เพื่อช่วยฆ่าเชื้อและลดการอักเสบ เช่น Clindamycin หรือ Benzoyl Peroxide (ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร)
- พักผ่อนให้เพียงพอ (6-8 ชั่วโมงต่อวัน) และจัดการความเครียด เนื่องจากความเครียดเป็นตัวกระตุ้นฮอร์โมนได้
- ดื่มน้ำ และรับประทานผักผลไม้ ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้ร่างกายขับของเสีย และฟื้นฟูผิวจากภายใน
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
หากเราลองปรับพฤติกรรมและทายาเบื้องต้นประมาณ 4-6 สัปดาห์แล้วอาการสิวยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ตรงจุด โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีสิวอักเสบเม็ดใหญ่ สิวซีสต์ หรือสิวหัวช้างขึ้นเป็นจำนวนมากจนเสี่ยงต่อการทิ้งรอยแผลเป็นลึกหรือหลุมสิวถาวร และส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ หากสังเกตพบอาการผิดปกติอื่น ๆ ในร่างกายร่วมด้วย เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีขนดกขึ้น หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ก็ควรให้แพทย์ช่วยประเมินอาการเพื่อวางแผนการรักษา
สรุปบทความสิวฮอร์โมน
สิวฮอร์โมนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจนที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป การรักษาจำเป็นที่ต้องปรึกษาแพทย์โดยตรง ไม่แนะนำให้ซื้อยาเพื่อรักษาด้วยตัวเอง สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวฮอร์โมนหมอเอ็ม ยินดีให้คำปรึกษาฟรี!! ครับ
หรือใครอยากจะเริ่มรักษา สามารถเข้ามาปรึกษากันก่อนได้ครับ ที่ M Vita Clinic หมอเอ็มเข้าใจปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง และได้ออกแบบโปรแกรม Medi-Aclear เพื่อเป็นคำตอบที่ครบวงจรสำหรับผู้ที่เผชิญกับปัญหาสิวฮอร์โมนโดยเฉพาะ โปรแกรมนี่ไม่ใช่แค่การรักษาสิว แต่เป็นการวิเคราะห์ปัญหา และจ่ายยาแบบ Case by Case พร้อมใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ช่วยลดการอักเสบและลบรอยสิวควบคู่กันไป เพื่อคืนความมั่นใจให้คุณกลับมามีผิวสวยใสอีกครั้ง
คุณหมอเอ็มให้กำลังใจคนเป็นสิวทุกท่านนะครับ ว่าสิวไม่มีหัวรักษาหายได้ อย่างตรงจุด ดูแลโดยแพทย์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ กลับมาผิวสวย หน้าใส อีกครั้งครับ
คำถามที่พบบ่อย
สิวฮอร์โมนสามารถกดเองได้หรือไม่
การกดหรือบีบสิวฮอร์โมนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะสิวชนิดนี้มักเกิดการอักเสบในชั้นผิวที่ลึกและมีการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย การกดสิวจะทำให้การอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นและรอยดำบนใบหน้าด้วย นอกจากนี้ เชื้อแบคทีเรียอาจแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น ทำให้เกิดสิวลุกลามเป็นบริเวณกว้างสิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดสิวฮอร์โมนก็คือ ควรดูแลผิวหน้าอย่างอ่อนโยน ทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือสัมผัสบริเวณที่เป็นสิว ที่สำคัญคือควรรักษาความสะอาดของมือและสิ่งของที่ต้องสัมผัสกับใบหน้า เช่น หมอน ผ้าเช็ดหน้า หรือโทรศัพท์มือถือ
สิวฮอร์โมนจะหายไปตอนไหน
โดยทั่วไป สิวฮอร์โมนของวัยรุ่นจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เนื่องจากระดับฮอร์โมนเริ่มคงที่และการทำงานของต่อมไขมันลดลง ในขณะที่ผู้หญิงจะเริ่มดีขึ้นเมื่ออายุประมาณ 20-25 ปี ส่วนผู้ชายอาจต้องรอจนถึงอายุ 25-30 ปี อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่สิวฮอร์โมนจะหายนั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วย เช่น พันธุกรรม ความเครียด อาหารที่รับประทาน และการดูแลผิว
แต่ถ้าหากเป็นสิวรุนแรงหรือเรื้อรังโดนไม่มีท่าทีจะดีขึ้นแม้ดูแลผิวอย่างดีแล้ว ก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากอาจต้องใช้ยาเฉพาะทางเพื่อควบคุมการทำงานของฮอร์โมนและลดการอักเสบของผิว
ใช้ยาคุมรักษาสิวฮอร์โมนด้ไหม
ยาคุมกำเนิดสามารถใช้รักษาสิวฮอร์โมนได้จริง แต่ต้องเป็นกลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายเท่านั้น ไม่ใช่ทุกยี่ห้อจะรักษาสิวได้ และวิธีนี้ใช้ได้เฉพาะผู้หญิง หากเราสนใจทานเพื่อปรับฮอร์โมน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อประเมินสุขภาพ เลือกสูตรยาที่ปลอดภัย และป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย
- เปิด วันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
- อังคาร – ศุกร์ : 11:00 – 20:00 , เสาร์ – อาทิตย์ : 10:00 – 20:00
- ตั้งอยู่บน ถนน อโศกมนตรี หรือสุขุมวิท 21 ตรงข้ามโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ครับ
- สามารถจอดรถได้ที่ คอนโด สุขุมวิท ลิฟวิ่ง ทาวน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ
- เดินทางสะดวกได้ง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือเลี่ยงรถติด ก็มาง่ายมาก ๆ ครับเพราะร้านเรา ใกล้กับ MRT เพชรบุรี ออก Exit 2 เดินมา
- ทางถนนอโศกมนตรี ประมาณ 200 เมตร ก็ถึง M Vita Clinic แล้วครับ
เอกสารอ้างอิง
- American Academy of Dermatology Association. Adult Acne. https://www.aad.org/public/diseases/acne/really-acne/adult-acne Accessed 9/29/2021.
- DermNet New Zealand Trust. Acne in Pregnancy.
https://dermnetnz.org/topics/acne-in-pregnancy/ Accessed 9/29/2021. - Merck Manuals. Acne.
https://www.merckmanuals.com/home/skin-disorders/acne-and-related-disorders/acne?query=hormonal%20acne Accessed 9/29/2021. - National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases. Acne. https://www.niams.nih.gov/health-topics/acne/advanced#tab-causes Accessed 9/29/2021.
วันเผยแพร่


