ปัญหาสิวสเตียรอยด์ ผิวติดสเตียรอยด์ เป็นสาเหตุของอาการผิวหนังหลายอย่าง เช่น ผิวแดง ผิวลอก ผิวไวต่อสิ่งแวดล้อม ระคายเคืองง่าย นอกจากนี้ยังทำให้การรักษาด้วยยาทั่วไปไม่ได้ผลอีกด้วย วันนี้ หมอเอ็ม นายแพทย์มนตรี อุดมประเสริฐกุล แพทย์ประจำ เอ็มวีต้าคลินิก จะมาอธิบายถึงอาการผิวติดสเตียรอยด์ว่าเกิดจากอะไร หน้าแพ้สารต้องรักษาด้วยวิธีไหนถึงจะได้ผล เพื่อช่วยให้ท่านที่กำลังประสบปัญหานี้เข้าใจและหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
สิวสเตียรอยด์ คืออะไร

สิวสเตียรอยด์ (Steroid acne) เป็นภาวะผิวหนังที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเป็นปฏิกิริยาของผิวหนังต่อการใช้สารสเตียรอยด์ หรือผิวแพ้สเตียรอยด์ จัดอยู่ในกลุ่มของสิวเทียม (pseudoacne) สาเหตุหลักเกิดจากการแพ้สารสเตียรอยด์หรือการใช้สารนี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนร่างกายเกิดการต่อต้าน ส่งผลให้ผิวหนังอักเสบ อาการที่ปรากฏมีลักษณะคล้ายสิวทั่วไป แต่มีความแตกต่างในแง่ของสาเหตุและกลไกการเกิด
สาเหตุของผิวหน้าติดสาร ผิวติดสเตียรอยด์

อาการผิวติดสเตียรอยด์ (Red Skin Syndrome หรือ Topical Steroid Withdrawal) เป็นอาการที่เกิดจากการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ในปริมาณที่สูงเป็นระยะเวลานาน ผิวจะค่อย ๆ เกิดอาการติดสารสเตียรอยด์ จนกระทั่งผิวดื้อต่อการใช้สารสเตียรอยด์ และเกิดปฏิกิริยาทางผิวหนัง จากการเปลี่ยนแปลงของการตอบสนองของเม็ดเลือดขาว ซึ่งอาการของผิวติดสเตียรอยด์จะทำให้ผิวหน้าบาง แพ้ง่ายมาก ๆ เนื่องจากสารสเตียรอยด์เข้าไปกดระบบภูมิคุ้มกันของผิว ทำให้ผิวอ่อนแอ และยังเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดสิว ผื่นแดง สิวผด สิวอักเสบ สิวหนองนั่นเอง
หากต้องการรักษาสิวใกล้ฉัน สามารถสอบถามที่เอ็มวีต้าคลินิกได้ที่ 0814922626

สิวสเตียรอยด์มีลักษณะอย่างไร
สิวสเตียรอยด์มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และสามารถสังเกตได้ โดยทั่วไปจะปรากฏเป็นผื่นแดงบนผิวหนังพร้อมกับตุ่มหนองหรือตุ่มน้ำที่คล้ายกับตุ่มน้ำพุพอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดพร้อมกันก็ได้ ลักษณะของตุ่มมักจะเป็นตุ่มนูนที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน
อาการของสิวสเตียรอยด์อาจแตกต่างกันไปตามประเภทของยาสเตียรอยด์ที่ใช้ โดยสามารถแบ่งได้เป็นสองลักษณะหลัก คือ
- อาการที่เกิดจากการใช้ยาสเตียรอยด์ภายใน : อาจมีลักษณะคล้ายโรคสิวทั่วไปหรือโรครูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา
- อาการที่เกิดจากการใช้ยาสเตียรอยด์ภายนอก : มักจะเกิดตุ่มคล้ายสิวอักเสบขนาดเล็กพร้อมกับผื่นแดงและเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัว ทำให้ผิวบริเวณนั้นบอบบางและไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดสิวสเตียรอยด์
- ผู้ที่ใช้ยาทาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาทารักษาโรคผิวหนังบางชนิด หรือครีมบำรุงผิวที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เช่น โรคหอบหืด โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือกลุ่มโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน
- นักกีฬาและนักเพาะกาย ที่ใช้สารสเตียรอยด์ เพื่อช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
- ผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยกลุ่มอาการคุชชิ่ง Cushing syndrome
วิธีรักษาสิวสเตียรอยด์
สิวสเตียรอยด์ หรือสิวแพ้ครีม เป็นปัญหาผิวหนังที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เป็นเวลานานหรือในปริมาณมากเกินไป การรักษาสิวสเตียรอยด์จำเป็นต้องใช้วิธีการที่เหมาะสมและระมัดระวัง เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรงและลดการอักเสบ ซึ่งหน้าติดสารสเตียรอยด์ วิธีรักษามีดังนี้
1. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน

รักษาหน้าติดสารด้วยตัวเองด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่ไม่มีส่วนผสมของสบู่และแอลกอฮอล์ ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน เพื่อช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารที่ระคายเคืองผิว เช่น น้ำหอม หรือสารกันเสีย
2. ยารักษาสิวสเตียรอยด์

แพทย์อาจสั่งจ่ายยาทาที่มีส่วนผสมของ metronidazole หรือ tacrolimus เพื่อลดการอักเสบ ในบางกรณี อาจมีการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานเพื่อควบคุมการติดเชื้อ นอกจากนี้ การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ (เรตินอยด์) อาจช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
3. ฉายแสงลดสิว

การรักษาด้วยการฉายแสงสีแดงและสีน้ำเงินอาจช่วยถอนพิษสเตียรอยด์ ลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ และควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
4. พบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษารายบุคคล

แพทย์ผิวหนังจะประเมินสภาพผิวและความรุนแรงของสิวสเตียรอยด์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งอาจรวมถึงการค่อย ๆ ลดการใช้สเตียรอยด์ หลังจากทำการรักษา ก็สามารถติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอและปรับแผนการรักษาตามความจำเป็น
วิธีการดูแลตัวเองเมื่อเป็นสิวสเตียรอยด์
การดูแลตัวเองเบื้องต้นคือการหยุดวงจรการรับสารและเน้นฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง โดยเราสามารถดูแลผิวได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
- หยุดใช้สเตียรอยด์ทันที เป็นขั้นตอนแรก แต่ต้องเตรียมรับมือกับอาการถอนยา ที่สิวอาจเห่อรุนแรงขึ้นในช่วงแรกก่อนจะค่อย ๆ ยุบลง
- พักหน้าและเน้นความอ่อนโยน ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
- ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อเติมความชุ่มชื้นและเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างผิวที่กำลังอ่อนแอ
- งดการผลัดเซลล์ผิว หลีกเลี่ยงการสครับผิว เช็ดถูใบหน้าแรง ๆ และงดใช้กรดผลัดเซลล์ผิว (AHA, BHA) ไปก่อนเพื่อป้องกันผิวอักเสบ
- ปกป้องผิวจากแสงแดด ทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันไม่ให้รังสียูวีเข้ามาทำร้ายผิวที่กำลังบอบบางและไวต่อแสง

การรักษาผิวติดสเตียรอยด์ที่ เอ็มวีต้าคลินิก (M Vita Clinic)
ท่านไหนที่กำลังเป็นสิวสเตียรอยด์ และกำลังมองหาคลินิกรักษาสิวใกล้ฉัน ที่เอ็มวีต้าคลินิก หมอจะทำการรักษาเป็นระยะครับ โดยระยะแรกที่จะทำการรักษาด้วยวิธีเดอร์มาคาล์มมิ่ง (Dermacalming) เพื่อลดอาการอักเสบของผิว และระยะที่สองจะเป็นการรักษาผิวให้แข็งแรงขึ้น โดยใช้วิธีไฮดร้าดิว รีแพร์ (Hydradew Repair) ครับ เพื่อทำให้ผิดแข็งแรงและลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำอีกครับ
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหน้าติดสารสเตียรอยด์
รักษาหน้าติดสารสเตียรอยด์แล้วหายขาดหรือไม่
การรักษาหน้าติดสารสเตียรอยด์ต้องเริ่มจากการหยุดใช้ยานั้น ๆ ก่อน และควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์จ่ายยาที่เหมาะสม แม้จะใช้เวลารักษานาน แต่ใบหน้าก็จะกลับมาฟื้นฟูได้
หน้าติดสารสเตียรอยด์ สามารถทาครีมอะไรได้บ้าง
สำหรับผู้ที่มีผิวหน้าแพ้สารสเตียรอยด์ ควรใช้ครีมที่ไม่มีสารเคมีแรง ๆ หรือสารสเตียรอยด์ เช่น ครีมที่ให้ความชุ่มชื้นและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ เช่น ว่านหางจระเข้ เซราไมด์ หรือสารสกัดจากพืช จะช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้ดีขึ้น
สิวสเตียรอยด์กับผิวติดสารสเตียรอยด์ต่างกันอย่างไร
ผิวติดสารสเตียรอยด์ คือสภาวะที่โครงสร้างผิวเสพติดสารเคมี เมื่อหยุดใช้ผิวจะเกิดการระคายเคือง แห้งลอก และสิวเห่อรุนแรง ทำให้เราต้องกลับไปใช้ผลิตภัณฑ์เดิมซ้ำเพื่อกดอาการไว้ ส่วนสิวสเตียรอยด์ คือผลลัพธ์หรืออาการทางผิวหนังที่แสดงออกมาในรูปแบบของสิวเทียม (ตุ่มนูนแดงหรือตุ่มหนอง) ซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงของการใช้สารสเตียรอยด์สะสมนั่นเอง
สิวสเตียรอยด์หายเองได้ไหม
สิวสเตียรอยด์ไม่สามารถหายเองได้ หากเรายังไม่หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นเหตุ เมื่อหยุดใช้แล้วร่างกายต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูและขับสารตกค้างออก อาการสิวจะยังคงเห่อขึ้นในช่วงแรก จึงต้องอาศัยการรักษาความสะอาดและบำรุงเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง อาการถึงจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามกลไกธรรมชาติ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
หากเราหยุดใช้สารและปรับพฤติกรรมการดูแลผิวเบื้องต้นแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่อาการสิวยังไม่ดีขึ้น เห่อลุกลามเป็นวงกว้าง มีอาการบวมแดงอักเสบรุนแรง หรือแสบคันผิวหน้าจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและจ่ายยาควบคุมการอักเสบอย่างถูกวิธี
สิวสเตียรอยด์รักษานานไหม
ระยะเวลาในการรักษาสิวสเตียรอยด์จะขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นของสารที่ได้รับและระยะเวลาที่เราใช้สารนั้นมา โดยเฉลี่ยแล้วผิวจะใช้เวลาฟื้นฟูตั้งแต่ 3-6 เดือน หรือในบางรายที่ผิวติดสารรุนแรงอาจต้องใช้เวลาดูแลรักษานานถึง 1-2 ปี จึงต้องอาศัยความอดทนและมีวินัยในการรักษาอย่างต่อเนื่อง
อ่านบทความเพิ่มเติม
- เลเซอร์หลุมสิวแบบไหนดี มีประเภทอะไรบ้าง
- เจาะลึก! ฉีดฟิลเลอร์ปาก เจ็บไหม บวมกี่วัน ดูแลอย่างไรให้อยู่ได้นาน
- หนังตาตก คิ้วตก แก้ได้ไม่ต้องผ่าตัด ด้วยเลเซอร์แก้ไขหนังตาตก และเทคโนโลยีต่างๆเพื่อดวงตาที่ดูอ่อนเยาว์
- เปิด วันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
- อังคาร – ศุกร์ : 11:00 – 20:00 , เสาร์ – อาทิตย์ : 10:00 – 20:00
- ตั้งอยู่บน ถนน อโศกมนตรี หรือสุขุมวิท 21 ตรงข้ามโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ครับ
- สามารถจอดรถได้ที่ คอนโด สุขุมวิท ลิฟวิ่ง ทาวน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ
- เดินทางสะดวกได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือเลี่ยงรถติด ก็มาง่ายมากๆครับเพราะร้านเรา ใกล้กับ MRT เพชรบุรี ออก Exit 2 เดินมา
- ทางถนนอโศกมนตรี ประมาณ 200 เมตร ก็ถึง M Vita Clinic แล้วครับ
วันเผยแพร่


