สิวอักเสบ บวมแดง เกิดจากอะไร ดูแลและป้องกันอย่างไรได้บ้าง

สิวอักเสบ บวมแดง เกิดจากอะไร ดูแลและป้องกันอย่างไรได้บ้าง?

สิวอักเสบ เป็นตุ่มสิวที่บวมแดง บางชนิดมีหนองร่วมด้วย นอกจากจะสร้างความเจ็บปวดเมื่อสัมผัสแล้ว ยังทำให้หลาย ๆ คนหมดความมั่นใจ หากปล่อยทิ้งไว้ รักษาผิดวิธี บีบ แกะ เกา ทำให้ผลที่ตามมาหลังหายเป็นรอยแดง รอยดำ หนักเข้าก่อให้เกิดหลุมสิวอีกด้วยครับ 

บทความนี้ หมอเอ็ม นพ.มนตรี อุดมประเสริฐกุล แพทย์ประจำ เอ็มวีต้าคลินิก (M Vita Clinic) จะมาไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับสิวอักเสบ ตั้งแต่สาเหตุ ประเภท ไปจนถึงแนวทางการรักษาและป้องกันที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณกลับมามีผิวที่เรียบเนียนและมั่นใจอีกครั้งครับ

สิวอักเสบ คืออะไร

สิวอักเสบ คืออะไร

สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) คือ ตุ่มสิว ที่เกิดจากภาวะที่รูขุมขนเกิดการอักเสบใต้ชั้นผิว สังเกตได้ง่ายจาก ลักษณะตุ่มบวม แดง รู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัส ในบางกรณีอาจมีหนองสีขาวหรือสีเหลืองอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยครับ

สิวอักเสบเกิดจากอะไร

สิวอักเสบมีสาเหตุหลักมาจากการอุดตันของรูขุมขน ที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย จนอักเสบบวมแดงขึ้นมา โดยมีปัจจัยกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย ดังนี้

1. การอุดตันและการติดเชื้อแบคทีเรีย เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมัน (Sebum) มากเกินไป ร่วมกับเซลล์ผิวเก่า จะเกิดการอุดตัน จากนั้นเชื้อแบคทีเรีย C. acnes จะเจริญเติบโตในรูขุมขนที่อุดตันนั้น และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองจนเกิดเป็นตุ่มบวม แดง เจ็บ 

2. ฮอร์โมนไม่สมดุล การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย ในช่วงวัยรุ่นหรือช่วงมีรอบเดือน รวมถึงภาวะเครียด จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานหนักขึ้น ทำให้ผิวมันและเกิดสิวได้ง่าย

3. กรรมพันธุ์ หากคนในครอบครัวมีประวัติผิวมัน รูขุมขนกว้าง หรือเป็นสิวง่าย ก็มีแนวโน้มที่จะถูกส่งต่อลักษณะผิวที่เอื้อต่อการเกิดสิวอักเสบได้เช่นกัน

4. อาหารบางชนิด การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง ของหวาน เบเกอรี่ หรือผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณมาก สามารถกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย และทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สิวเห่อรุนแรงขึ้นได้

5. ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิวและการดูแลผิว การใช้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน หรือสารที่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Comedogenic) รวมถึงการทำความสะอาดผิวหน้าไม่หมดจด ทำให้สิ่งสกปรกสะสมจนกลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด

6. ปัจจัยภายนอก นอกจากปัจจัยอื่น ๆ ที่ได้แนะนำไปแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกอื่น ๆ รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน การใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นและอับชื้น การสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ หรือการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ล้วนกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบได้

สิวบวมแดงอักเสบมีลักษณะอย่างไร

ลักษณะของสิว จะแบ่งตามความรุนแรงดังนี้

  • ระดับที่ 1 (อักเสบเล็กน้อย) : เช่น สิวที่มีลักษณะเป็นสิวหัวดำ สิวหัวขาว หรือ สิวตุ่ม และสิวหัวหนองที่มีขนาดเล็ก มีจำนวนไม่มาก เป็นสิวที่ไม่มีการอักเสบรุนแรง
  • ระดับที่ 2 (อักเสบปานกลาง) : เป็นสิวตุ่ม และสิวหัวหนองจำนวนมากทั่วใบหน้า หรือทั่วบริเวณที่พบสิว
  • ระดับที่ 3 (อักเสบค่อนข้างรุนแรง) : เป็นสิวตุ่มมีสิวหัวหนองร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ลักษณะเป็นก้อนลึก จับแล้วรู้สึกเจ็บ
  • ระดับที่ 4 (อักเสบรุนแรง) : มีสิวตุ่มใหญ่ และสิวหัวหนองอักเสบที่สร้างความเจ็บปวด บวมไปทั่วบริเวณที่มีสิว

สิวอักเสบมีกี่ประเภท

สิวอักเสบ แบ่งประเภทได้ ดังนี้

สิวอักเสบ มีกี่ประเภท

  • สิวตุ่มแดง (Papule) เป็นสิวบวมแดงอักเสบในระยะแรก ตุ่มสิวแดงขนาดเล็ก มีลักษณะเริ่มเจ็บ ขนาดไม่เกิน 0.5 cm
  • สิวหัวหนอง (Pustule) มีลักษณะตุ่มหัวสิวมีหนองขาว เริ่มมีอาการปวด บวมแดง สิวชนิดนี้เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเกิดจากการไม่รักษาสิวตุ่มแดงให้หาย และปล่อยไว้นานจนกลายเป็นสิวหัวหนอง
  • สิวหัวช้าง หรือ สิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ลึก (Nodule) มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง รู้สึกเจ็บและปวดมากขึ้น ภายในมีหนองป่นเลือดบางครั้งอาจเป็นหลายหัวติดกัน มีการอักเสบรุนแรงมาก รักษายาก หากรักษาผิดวิธีก่อให้เกิดหลุมสิวขนาดใหญ่ตามมาได้อีกด้วย
  • สิวซีสต์ (Cyst) ลักษณะจะเป็นก้อนนูนแดงนิ่มภายในมีถุงหนองปนเลือด พบได้ไม่บ่อยนัก ไม่แดง ไม่ปวด สิวชนิดแม้จะรักษาจนยุบแล้ว แต่หลังจากนั้นมักจะกลายเป็นแผลเป็นก้อนนูนแข็งหรือหลุมสิวขนาดใหญ่

สิวบวมแดงอักเสบสามารถขึ้นบริเวณไหนได้บ้าง

สิวอักเสบ

สิวอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เนื่องจากรูขุมขนมีการอักเสบ ทำให้เกิดตุ่มหนอง ตุ่มสิว ปวด บวมได้ ซึ่งได้แก่

  • หน้าผาก เป็นหนึ่งใน T-Zone ที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามาก เมื่อรวมกับการระคายเคืองจากเส้นผมหรือผลิตภัณฑ์จัดทรงผม จึงเสี่ยงต่อการอุดตันและเกิดเป็นสิวได้ง่าย
  • คางและกราม เมื่อฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือน ซึ่งจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานหนักและเกิดการอักเสบขึ้น
  • จมูก บริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น จึงเป็นศูนย์รวมของสิวเสี้ยน การพยายามบีบสิวแบบผิด ๆ สามารถทำลายรูขุมขนและกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อ จนกลายเป็นสิวอักเสบบวมแดงขึ้นมาได้
  • แก้ม เป็นพื้นที่กว้างที่สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการอุดตันจากเครื่องสำอาง หรือการเสียดสีและความอับชื้นจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน ปลอกหมอนที่ไม่สะอาด หรือการสัมผัสใบหน้า
  • หลังและหน้าอก ผิวบริเวณนี้มักเกิดการอับชื้น เหงื่อหลังการออกกำลังกาย และเป็นส่วนที่อาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดการสะสมของสิ่งสกปรกและอุดตันกลายเป็นสิวที่อักเสบในที่สุด
รักษาสิวกับแพทย์
Line @ : @mvitaclinic

สัญญาณเตือน! สิวอักเสบแบบไหนที่ควรพบแพทย์ทันที

แม้สิวอักเสบเล็กน้อยอาจหายได้เอง แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีครับ

  1. สิวอักเสบจำนวนมาก ลุกลามทั่วผิวจนทำลายผิวหนังทั่วใบหน้าหรือลำตัว
  2. สิวบวมแดงอักเสบที่สร้างความเจ็บปวดมาก ไม่ต้องรอให้อักเสบเป็นเวลานาน
  3. เป็นสิวหัวช้าง (Nodule) หรือ สิวซีสต์ (Cyst) ซึ่งเป็นก้อนไตแข็งใต้ผิวและเจ็บปวดมาก
  4. เมื่อลองรักษาด้วยตัวเองแล้ว อาการไม่ดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์
  5. สิวเริ่มส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตประจำวัน

สิวเหล่านี้จะสร้างผลเสียตามมา อาจทิ้งรอยแผลเป็นจากสิวบริเวณกว้าง ขนาดใหญ่ หรือหลุมสิว จนผิวเสียโฉมได้ การเข้าพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ซึ่งจะช่วยควบคุมการอักเสบ ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น และทำให้สิวหายเร็วขึ้นครับ

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นสิวอักเสบ

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นสิวอักเสบ

การดูแลผิวที่ถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยให้สิวอักเสบหายเร็วขึ้นและลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น

  • ห้ามบีบ แคะ เกา แกะสิวแรง ๆ เด็ดขาด เพราะอาจทำให้อักเสบรุนแรงและเกิดแผลเป็น ตามมาด้วยรอยแดง รอยดำ และหลุมสิว ซึ่งรักษายากกว่าตัวสิวเอง อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นเหตุของรอยดำและหลุมสิว
  • งดสัมผัสผิวหน้าบ่อย ๆ เพื่อลดการนำเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกสู่ผิวหน้า ป้องกันสิวบวมแดงอักเสบ
  • ลดการแต่งหน้าให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ หากจำเป็นต้องแต่งหน้า ควรเลือกใช้เครื่องสำอางสำหรับผิวเป็นสิวและต้องทำความสะอาดออกให้หมดจดทุกครั้งด้วยคลีนซิ่ง
  • ล้างหน้าให้สะอาด โดยควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่มีฟองมากเกินไป และออกแบบมาสำหรับผิวเป็นสิว
  • เลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะสม โดยมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีระบุว่า “Non-Comedogenic” (ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน) และหลีกเลี่ยงส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และน้ำหอม
  • ปกป้องผิวจากแสงแดด ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพราะรังสียูวีสามารถกระตุ้นการอักเสบและทำให้รอยสิวเข้มขึ้นได้ ควรเลือกกันแดดสูตรสำหรับผิวเป็นสิวโดยเฉพาะ
  • ปรับพฤติกรรมการกิน ลดอาหารหวาน อาหารมัน และผลิตภัณฑ์จากนมวัว หันมารับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชให้มากขึ้น
  • ลดความเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส ซึ่งจะช่วยลดการเกิดสิวได้
  • ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากมีสิวเยอะ มีการอักเสบ ลุกลาม จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวันและทำให้ขาดความมั่นใจ

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวอักเสบ

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดสิว โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลสูง นม และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่กระตุ้นการเกิดสิว แนะนำให้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญพืชแทน
  • รักษาความสะอาดของผิว ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น
  • ผู้ที่มีผิวมันและเป็นสิวง่าย ควรทำความสะอาดสิ่งสกปรกหรือเครื่องสำอางให้หมดจด ใช้คลีนซิ่งและโทนเนอร์สูตรขจัดความมัน
  • ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนและไม่ทำให้ผิวแห้ง
  • จัดการกับความเครียด เพราะความเครียดเพิ่มการผลิตฮอร์โมนและน้ำมัน ซึ่งนำไปสู่การเกิดสิว
  • ปกป้องผิวจากแสงแดด เพราะแสงแดดอาจทำให้สิวแย่ลง จึงควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง
  • รักษาความสะอาดของเส้นผม สระผมเป็นประจำและหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สำหรับผมที่มันซึ่งอาจก่อให้เกิดสิว

ผลลัพธ์จากการป้องกันเกิดสิวบวมแดงอักเสบอาจแตกต่างกันออกไป เพราะผิวของทุกคนต่างกัน หากสิวของคนไข้เริ่มรุนแรง สิ่งสำคัญคือต้องพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลอย่างต่อเนื่อง

รักษาสิวอักเสบที่ไหนดี

คลินิกรักษาสิว เอ็มวีต้า คลินิก

รักษาสิวอักเสบที่เอ็มวีต้าคลินิก แตกต่างจากที่อื่นและครอบคลุม ดังนี้ครับ

  1. ลดการขับน้ำมันของต่อมน้ำมัน
  2. ลดการอุดตันของรูขุมขน
  3. ลดจำนวนแบคทีเรียที่ผิวและในรูขุมขน
  4. ลดและป้องกันการอักเสบของสิว
  5. ตัวยาที่ผ่านงานวิจัยรับรองผลที่ทาง เอ็มวีต้าคลินิก เลือกใช้ จะทำให้ผิวขับน้ำมันน้อยลงอย่างชัดเจน ภายใน 4 สัปดาห์

ขั้นตอน รักษาสิวอักเสบ และ รอยสิวด้วยเลเซอร์ ที่เอ็มวีต้าคลินิก

1. คลีนหน้า 2  ขั้นตอน ด้วย Cleansing Milk และต่อด้วย Facial Wash ที่อ่อนโยน เพื่อเตรียมผิวก่อนเข้าสู่ขั้นตอนทรีตเมนท์รักษาสิว

2. การผลัดเซลล์อย่างอ่อนโยน ด้วย Tangerine Peel ซึ่งเป็นกรดผลไม้ AHA สูตรพิเศษของคลินิก ที่อ่อนโยนต่อผิว แต่ช่วยลดการอุดตัน รักษารอยสิว ทำให้กดสิวได้ง่ายขึ้น ละลายสิวอุดตัน ให้กดออกได้ง่ายขึ้น โดยไม่ระคายเคืองผิว ด้วยตัวยาพิเศษที่คิดค้นขึ้นโดยแพทย์ของเอ็มวีต้าคลินิก

3. เปิดรูขุมขนชั่วคราว และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยโอโซนอุ่น เพื่อเตรียมผิวสำหรับการกดสิว

4. กดสิวโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยเทคนิคที่โดดเด่น กดละเอียด ไม่บวม ไม่อักเสบหลังกด เคลียร์สิวหมดจด ไม่ทิ้งรอยบวมช้ำ

5. Acne Spark เป็นการใช้คลื่นประจุความถี่สูง ลดการอักเสบสิวอย่างรวดเร็ว และฆ่าเชื้อสิว ให้สิวแห้ง หายบวมทันใจ

6. การฉายแสง LED PDT blue light โดยใช้แสงสีน้ำเงิน ที่ความยาวคลื่น 415 nm ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อ แบคทีเรียที่รูขุมขนชั้นตื้นได้ดีมาก ร่วมกับแสงสีแดง ที่ความยาวคลื่น 633 nm ซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในรูขุมขนชั้นลึก และช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

7. ฉีดสิวอักเสบ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้สิวยุบลงอย่างรวดเร็ว

8. เลเซอร์รักษารอยสิวคุณภาพสูง ในการเลเซอร์รอยสิว ของทางคลินิก โดย Laser หลักในการรักษา คือ QuadrostarPro Yellow และคุณหมออาจจะใช้เลเซอร์หรือเทคนิคอื่นเข้าช่วยเสริมให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้นในบางครั้งของโปรแกรม โดยรวมอยู่ในแพ็คเกจนี้แล้วครับ

9. รับยาและผลิตภัณฑ์ ในคอร์สประกอบด้วยยาทา 4 ชิ้นและยารับประทาน 1 ชุด เพื่อการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน

รักษาสิวอักเสบที่ M Vita Clinic ดีอย่างไร?

ที่ M Vita Clinic เราเข้าใจดีว่าปัญหาสิวอักเสบต้องการการดูแลที่ครอบคลุมและตรงจุด เราจึงออกแบบโปรแกรมรักษาสิวแบบครบวงจรที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ต้นเหตุทั้ง 4 ประการ

  •  ลดการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน
  •  ลดการอุดตันของรูขุมขน
  •  ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. acnes
  •  ลดและป้องกันการอักเสบของสิว
รักษาสิวกับแพทย์
Line @ : @mvitaclinic

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอักเสบ ( Q & A )

Q : สิวอักเสบหายเองได้ไหม

สิวบวมแดงอักเสบสามารถหายได้เอง ในเฉพาะบางเคส หากรู้วิธีดูแลรักษา แต่หากปล่อยไว้นานรักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น อักเสบลุกลาม ผลตามมาคือรอยจากสิว และหลุมสิว ดังนั้น ควรพบแพทย์ให้รักษาตามอาการอย่างเหมาะสม และถูกวิธีดีกว่าครับ

Q : สิวอักเสบบีบได้ไหม

สิวอักเสบบีบได้ แต่ไม่แนะนำให้บีบ หรือกดเอง เพราะเสี่ยงก่อให้เกิดการติดเชื้อ และเชื้อแบคทีเรียจากหนองยังจะกระจายออกไปตามผิวหนัง ทำให้เสี่ยงเกิดสิวและติดเชื้อมากกว่าเดิมได้ ผลตามมาก็คือผิวจะช้ำเจ็บ หลังหายจำเป็นรอยดำ รอยแดง จากสิว หรือหลุมสิวขาดใหญ่ได้ และห้ามกดหรือบีบเด็ดขาดโดยเฉพาะสิวบวมแดงอักเสบขนาดใหญ่ สิวหัวช้าง และสิวซีสต์ ซึ่งสิวเหล่านี้สามารถเกิดการอักเสบลุกลามใต้ผิวหนังได้เลยนะครับ

Q : สิวอักเสบ กี่วันหาย

สิวอักเสบกี่วันหาย? คำตอบคือ หากรักษาโดยแพทย์จะหายได้เร็วกว่าการรักษาด้วยตัวเอง การรักษาจะขึ้นอยู่กับลักษณะของสิว ว่าเป็นแบบไหน และอักเสบมากน้อยในระดับไหน ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาให้หายเองหรือทายา อาจใช้เวลา 3 – 6 สัปดาห์ แต่ถ้าอักเสบเพิ่มขึ้นหรือไปสัมผัส แกะ บีบ จะใช้เวลานานกว่าเดิมมาก หมอจึงไม่แนะนำให้บีบหรือแกะนะครับ

Q : เป็นสิวอักเสบใช้สกินแคร์ ทาครีมกันแดดได้ไหม

สามารถใช้สกินแคร์ได้ แต่จะแนะนำให้ใช้สกินแคร์ในกลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันที่ทำให้เกิดการอุดตัน และควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงให้ผิวแข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ แต่ต้องมั่นใจด้วยว่าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้นั้นไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ และในส่วนของครีมกันแดด ควรใช้แบบ Physical ไม่มีสารเคมี และควรใช้เป็นประจำทุกวัน

สรุปเรื่องสิวอักเสบ

สิวอักเสบ เกิดจากการอุดตันบริเวณรูขุมขนที่เกิดจากไขมัน เซลล์ผิวที่ตาย และเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า C.acnes ซึ่งไปกระตุ้นทำให้เกิดสิว สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำรักษาด้วยการกดสิว หรือบีบสิวด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้อาการอักเสบของสิว เกิดการลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงด้วย

ซึ่งวิธีรักษาสิวอักเสบที่ดีที่สุด คือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ และทำการรักษาให้ตรงจุด จะช่วยให้รักษาให้หายได้เร็วขึ้น ลดการเกิดรอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็นจากสิว และเกิดหลุมสิวได้ ซึ่งผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามแต่สภาพผิว

รีวิว สิวอักเสบ บวมแดง ที่ เอ็มวีต้าคลินิก

รีวิว รักษาสิวและรอย คุณอาย 1
รีวิว รักษาสิวและรอย คุณมัช 2
รีวิว รักษาสิวและรอย คุณนัท 1

คุณหมอเอ็มให้กำลังใจคนมีปัญหาสิว สิวอักเสบ ที่ขาดความมั่นใจเรื่องผิวทุกท่านนะครับ ว่ารักษาหายได้ อย่างตรงจุด ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ กลับมาผิวสวย หน้าใส อีกครั้งครับ หมอเอ็ม ยินดีให้คำปรึกษาฟรี!! ครับ

  • เปิด วันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
  • อังคาร – ศุกร์ : 11:00 – 20:00 , เสาร์ – อาทิตย์ : 10:00 – 20:00
  • ตั้งอยู่บน ถนน อโศกมนตรี หรือสุขุมวิท 21 ตรงข้ามโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ครับ
  • สามารถจอดรถได้ที่ คอนโด สุขุมวิท ลิฟวิ่ง ทาวน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ
  • เดินทางสะดวกได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือเลี่ยงรถติด ก็มาง่ายมากๆครับเพราะร้านเรา ใกล้กับ MRT เพชรบุรี ออก Exit 2 เดินมา
  • ทางถนนอโศกมนตรี ประมาณ 200 เมตร ก็ถึง M Vita Clinic แล้วครับ

เอกสารอ้างอิง

  • Dall’Oglio F, Nasca M, Fiorentini F, Micali G: Diet and acne: Review of the evidence from 2009 to 2020. Int J Dermatol 60(6):672–685, 2021. doi: 10.1111/ijd.15390. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33462816/
  • Bienenfeld A, Nagler AR, Orlow SJ: Oral antibacterial therapy for acne vulgaris: An evidence-based review. Am J Clin Dermatol 18(4):469–490, 2017. doi: 10.1007/s40257-017-0267-z https://link.springer.com/article/10.1007/s40257-017-0267-z
  • Blasiak RC, Stamey CR, Burkhart CN, et al: High-dose isotretinoin treatment and the rate of retrial, relapse, and adverse effects in patients with acne vulgaris. JAMA Dermatol 149(12):13

วันเผยแพร่

By หมอเอ็ม นพ.มนตรี อุดมประเสริฐกุล (Montri Udomprasertkul, M.D.)

แพทย์ประจำ M Vita Clinic เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 33000

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ สามารถศึกษา นโยบายความเป็นส่วนตัว และจัดการความเป็นส่วนตัว ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า