สิวอุดตัน (Comedone) เป็นปัญหากวนใจที่ไม่เพียงแต่ลดความมั่นใจ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิวอื่นๆที่หลาย ๆ ท่านอาจกำลังประสบอยู่ ซึ่งมีความสำคัญเพราะหากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้หลายอย่าง เช่น สิวที่อุดตันอาจกลายเป็นสิวอักเสบ (Inflammatory acne) ซึ่งหากเป็นรุนแรงมาก ๆ (เช่น สิวหัวช้าง เป็นต้น) ก็อาจทิ้งรอยดำ รอยแดงจากสิว (Acne marks) หรือกลายเป็นหลุมสิว (Atrophic acne scar) ได้ หลายคนอาจสงสัยว่า สิวอุดตันเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาแบบไหนที่ได้ผลจริง และควรใช้อะไรดี
บทความนี้ หมอเอ็ม นายแพทย์มนตรี อุดมประเสริฐกุล เป็นแพทย์ประจำเอ็มวีต้าคลินิก จะมาไขข้องใจว่า สิวอุดตัน คืออะไร? เกิดจากอะไร? ประเภทของสิวชนิดนี้มีอะไรบ้าง มีวิธีรักษามีอะไรบ้าง? ตั้งแต่สาเหตุ ประเภท ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย
สิวอุดตัน คืออะไร

สิวอุดตัน (Comedone) คือสิวชนิดที่ไม่อักเสบ (Non inflammatory acne) เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน (Ductal hypercornification) เปรียบเสมือนท่อระบายน้ำที่ตัน ทำให้ไขมันหรือซีบัม (Sebum) ที่ผลิตจากต่อมไขมันไม่สามารถระบายออกมาได้ เมื่อไขมันเหล่านี้รวมตัวกับเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วและสิ่งสกปรก ก็จะก่อตัวเป็นก้อนแข็งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “คอมีโดน” หรือหัวสิวอุดตันนั่นเอง ลักษณะของสิวอุดตันจะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ แข็ง ๆ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเป็นไตอยู่ใต้ผิวหนัง ในระยะแรกอาจมีขนาดเล็ก แต่จะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไข
สิวอุดตัน มีลักษณะเป็นหัวเม็ดนูนเป็นตุ่มกลมเล็ก ๆ อยู่ตามรูขุมขน หากใช้มือคลำดูจะรู้สึกเป็นก้อนแข็ง ๆ เล็ก ๆ อยู่ใต้ผิว เมื่อเกิดขึ้นมา ลักษณะของสิวจะมีลักษณะเป็นเม็ดกลม ในระยะแรก และจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป การอุดตันจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น จึงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกวิธี

ชนิดของสิวอุดตันใต้ผิวหนัง
สิวอุดตันมีกี่ชนิด แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไรบ้าง สำหรับบทความในส่วนนี้หมอจะมาอธิบายประเภทของสิวอุดตัน ว่ามีกี่ชนิด แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะครับ

สำหรับบทความในส่วนนี้หมอจะมาอธิบายประเภทของสิวอุดตัน ว่ามีกี่ชนิด แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะครับ
1. สิวหัวขาว (Whiteheads)
สิวหัวขาวหรือ สิวอุดตันชนิดหัวปิด(Closed comedone) มีลักษณะเป็นตุ่มกลมเล็กแข็งสีเดียวกับผิวหนัง ซึ่งเมื่อใช้มือดึงผิวหนังให้ตึง หรือใช้มือคลำ จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น
2. สิวหัวดำ (Blackheads)
สิวหัวดำ หรือ สิวอุดตันชนิดหัวเปิด (Open comedone) ลักษณะเป็นตุ่มกลมเล็กแข็ง คล้ายๆ สิวหัวขาวแต่จุดแตกต่างคือตรงบริเวณยอดจะมีรูเปิดและมีก้อนสีดำอุดอยู่ ก้อนสีดำที่อยู่ตรงบริเวณยอดของสิวหัวดำนั้น คือหัวสิวที่โผล่พ้นรูขุมขนออกมา เนื่องจากหัวสิวนี้เป็นไขมันจึงทำปฏิกิริยา Oxidation กับอากาศ รวมทั้งมีการสะสมของเมลานิน จึงเห็นเป็นสีดำนั่นเอง
3. สิวอุดตันไม่มีหัว (Microcomedone)
สิวอุดตันอีกชนิดหนึ่งคือสิวแบบไม่มีหัว ลักษณะจะเป็นคล้าย ๆ สิวผดเล็ก ๆ เป็นตุ่มกลม ๆ ขนาดเล็กมาก สิวชนิดนี้จริง ๆ แล้วก็คือสิวหัวขาวระยะแรกเริ่มนั่นเอง เมื่อมีการอุดตันเกิดขึ้นจะเริ่มเกิดคอมิโดนใต้ผิว แต่ในระยะแรกยังมีขนาดเล็กมาก จึงอาจจะยังคลำไม่ได้ จะเห็นแค่เป็นลักษณะตุ่มนูนเล็กนิดเดียว ซึ่งสิวแบบนี้ส่วนใหญ่จะกดหรือบีบออกไม่ได้ เพราะขนาดเล็กเกินไป

สิวอุดตันขึ้นบริเวณไหนได้บ้าง

โดยปกติแล้วสิวอุดตันสามารถขึ้นได้บนผิวหนังทุกบริเวณของร่างกาย แต่จุดที่พบได้บ่อย ได้แก่ ที่ใบหน้า ใต้คาง แผ่นหลัง และหน้าอก เนื่องจากจุดเหล่านี้จะค่อนข้างมีการขับน้ำมันจากต่อมน้ำมันใต้ผิวเยอะกว่าบริเวณอื่น
ตำแหน่งที่ขึ้นในบางครั้งสามารถบ่งบอกถึงสาเหตุได้เช่นกัน
สิวอุดตันที่แก้ม
สำหรับสิวอุดตันที่แก้มโดยปกติมักมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง และการแต่งหน้า โดยเฉพาะกรณีสิวที่แก้ม หรือขึ้นที่บริเวณสองข้างแก้มพอ ๆ กัน
เนื่องจากบริเวณแก้ม มักเป็นบริเวณที่หลาย ๆ ท่านเวลาที่แต่งหน้า จะลงเครื่องสำอางหลายชั้นเช่นลงไพรเมอร์ รองพื้นลงแป้งฝุ่น บลัชออน คอนซีลเลอร์ ฯลฯ โดยรวมแล้วค่อนข้างหลายขั้นตอน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเกิดการอุดตันจากเครื่องสำอางได้ง่ายมาก
อีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก ๆ เช่นกันก็คือการใส่หน้ากากอนามัย เนื่องจากการใส่แมสก์ตลอดเวลาทั้งวัน ทำให้ผิวหนังใต้แมสก์มีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีความอับชื้นซึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้แบคทีเรียที่ผิวหนังเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ส่งเสริมให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้นด้วย
สิวอุดตันที่คาง
สำหรับสิวที่คางพบได้บ่อยในคนไข้ผู้หญิง มักจะสัมพันธ์กับฮอร์โมนในรอบเดือน โดยอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 ถึง 40 ปี ในบางเคสสิวขึ้นคางอาจจะมาในรูปของสิวเสี้ยน เป็นหนาม ๆ เห็นได้ชัดเวลาที่เราเม้มปากให้คางตึงก็ได้เช่นกัน
สิวอุดตันที่หน้าผาก
บริเวณหน้าผากถือเป็นจุดที่สิวอุดตันขึ้นมากที่สุด ในบางครั้งรูขุมขนก็อุดตันไปด้วยคราบไขมันส่วนเกิน หรือบางท่านสัมพันธ์กับฮอร์โมน มักพบในคนไข้กลุ่มวัยรุ่น 10 – 20 ปี พอเริ่มโตขึ้นจะค่อย ๆ ลดไปเอง
อย่างไรก็ตาม ยังมีคนไข้อีกกลุ่มหนึ่งที่มีสิวขึ้นหน้าผากจากปัจจัยภายนอกโดยส่วนใหญ่ที่พบก็จะเกิดจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผมเช่น แชมพู ครีมนวดผม แวกซ์หรือสเปรย์ใส่ผม หรือบางท่านอาจทำสีผม ดัดผมมา สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้ผิวเกิดการอุดตันกลายเป็นสิวขึ้นมาได้เช่นกัน
สิวอุดตันที่จมูก
สำหรับสิวที่จมูก มักเกิดจากฮอร์โมนและจะพบในคนไข้ที่มีช่วงอายุประมาณ 15 ถึง 35 ปี โดยส่วนใหญ่มักจะมาในรูปของสิวเสี้ยน ยกเว้นบางท่านที่มีอิทธิพลจากฮอร์โมนค่อนข้างสูงก็อาจจะเป็นหัวสิวอุดตันชัดเจนได้เช่นกัน
สิวที่จมูกนี้โดยส่วนใหญ่มักจะพบที่บริเวณปีกจมูกทั้งสองข้างและอาจจะลามไปตรงบริเวณข้าง ๆ จมูก นอกจากนี้อาจมีพบตรงบริเวณช่วงสันจมูกด้านบนใกล้ ๆ กับหัวคิ้วได้ครับ
สิวอุดตันที่หลัง หรือ สิวอุดตันที่หน้าอก
สิวที่หลังก็มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนมากเช่นกัน มักจะพบในคนไข้ช่วงอายุประมาณ 15 ถึง 35 ปีและมักมีความเกี่ยวข้องกับเหงื่อ ความอับชื้นจากการออกกำลังกาย และการเสียดสีของเสื้อผ้าการเล่นกีฬา

สิวอุดตันเกิดจากกลไกการทำงานที่ซับซ้อนใต้ผิวหนัง ซึ่งมีต้นตอมาจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน โดยสิวอุดตันเกิดจาก 2 กลไกหลักที่ทำงานร่วมกันใต้ผิวหนัง ดังนี้
1. ต่อมน้ำมัน (Sebaceous gland)
ปัจจัยแรกคือการที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ซึ่งปกติแล้ว ฮอร์โมนเพศชาย หรือ แอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งมีอยู่ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เป็นตัวควบคุมการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน เมื่อฮอร์โมนนี้มีระดับสูงขึ้น (เช่น ในช่วงวัยรุ่น) จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น นี่เลยเป็นสาเหตุที่ทำไมเด็ก ๆ ถึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิว แต่พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเป็นต้นไป ถึงมีสิวเห่อขึ้นมาก ก็เป็นเพราะฮอร์โมนนี่แหละครับ
2. รูขุมขน (Ductal Hypercornification)
ปัจจัยที่สองคือการที่ภายในรูขุมขนมีการอุดตันเกิดขึ้น อาจเกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ผิวที่อยู่ในท่อรูขุมขนผิดปกติ หรืออาจเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันบางชนิดเข้าไปสะสมจนปิดกั้นทางออกของน้ำมัน ทำให้ซีบัมคั่งค้างและกลายเป็นสิวอุดตันในที่สุด รวมถึงสารเคมีบางอย่าง ที่เมื่อทาลงบนผิวแล้วอาจจะเข้าไปอุดตันรูขุมขนได้ นี่เลยเป็นสาเหตุที่ครีมบางตัวเราใช้แล้วอุดตันนั่นเองครับ
วิธีรักษาสิวอุดตัน รักษาได้ด้วยวิธีใดบ้าง
การรักษาสิวอุดตัน ที่ได้ผลดีคือการรักษาแบบผสมผสาน เพื่อกำจัดสิวเก่าและป้องกันการเกิดสิวใหม่ไปพร้อมกัน
1. กินยารักษาสิวอุดตัน
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวอุดตันรุนแรง การกินยารักษาสิวจะช่วยลดการเกิดสิวใหม่ได้ผลดี ซึ่งยารักษาแบบกินที่นิยมใช้ คือ ไอโสเตรติโนอิน (Isotretinoin) เป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์โดยตรงที่ต่อมไขมัน ทำให้ผลิตน้ำมันลดลงและลดการอุดตันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงและเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ จึงต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
2. ทายารักษาสิวอุดตัน
สำหรับการรักษาสิวอุดตันด้วยยาทา เป็นวิธีหลักในการละลายหัวสิวและลดการอุดตัน ยาที่นิยมใช้มีดังนี้
ยาทากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ (Topical Retinoids)
ยาทากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เป็นยาทาหลักในการรักษาสิวที่อุดตัน ออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเกิดสิวในระยะแรกเริ่ม รักษาได้ทั้งแบบหัวปิดและหัวเปิดที่มีความรุนแรงระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
โดยการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ จะช่วยยับยั้งการอุดตันของรูขุมขน แล้วทำให้สิวที่มีอยู่หลวมตัวขึ้นและหลุดออก ดังนั้นจึงทำให้สิวเก่าหลุดไปและทำให้สิวใหม่ขึ้นน้อยลง ช่วยลดการเกิดสิวใหม่ นอกจากนี้ตัวยายังช่วยลดการอักเสบของสิว และช่วยควบคุมความมันบนใบหน้าอีกด้วยครับ
สำหรับยาทาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ Topical Retinoids นี้ปัจจุบันมีหลายตัว และมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้
- TRETINOIN (Retin-A3, Retacnyl) : มีคุณสมบัติละลายสิวได้ดีมาก แต่ระคายเคืองได้ง่าย
- ADAPALENE (Differin) : เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งหรือผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองผิวน้อยกว่า มีคุณสมบัติละลายสิวได้ดีมาก ออกฤทธิ์ไว ตัวยาไม่ไวต่อแสง แต่ทำให้ผิวไวต่อแสง จึงควรทากันแดดและหลีกเลี่ยงแสงแดดจะดีที่สุดครับ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายาในกลุ่มนี้เป็นยาที่ช่วยเรื่องสิวได้ดีมาก แต่หากคุณมีประวัติผิวแพ้ง่าย ยาบางตัว งดใช้ กับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการรักษา ภายใต้การดูแลของแพทย์จะได้รับผลการรักษาที่ดีและปลอดภัยกว่าครับ
ยาทากลุ่มเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide)
เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ออกฤทธิ์ทำงานโดยลดปริมาณแบคทีเรียบนผิวหนังและช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน มีความเข้มข้นตั้งแต่ 2.5% – 5% อาจเกิดอาการระคายเคืองได้ในกรณียามีความเข้มข้นมาก ไม่เหมาะกับผิวที่บางและแพ้ง่าย เริ่มแรกควรใช้ในความเข้มข้นต่ำก่อน ทาทิ้งไว้ 2-5 นาที แล้วล้างออก ผลลัพธ์ถือว่าดีและเร็วโดยจะเริ่มเห็นว่าสิวค่อย ๆ ดีขึ้นตั้งแต่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเริ่มใช้ยาเป็นต้นไป ทั้งนี้ควรอยู่ในการดูแลและคำแนะนำของแพทย์นะครับ
ยาทากรดอะเซเลอิค (Azelaic acid)
ยาทากรดอะเซเลอิค (Azelaic acid) เป็นกรดสกัดจากธรรมชาติที่นำมาใช้เป็นยารักษาสิวที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง ยาทาตัวนี้ช่วยในเรื่องของการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C.acnes และมีฤทธิ์ละลายสิวอุดตันได้ด้วยครับ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการรักษารอยดำจากสิว ได้อีกด้วย ตัวยาจะอยู่ในรูปครีม ความเข้มข้น 20%
วิธีใช้ : ให้ทาบาง ๆ วันละ 2 ครั้ง
ผลข้างเคียง / ข้อควรระวัง : ยาทากรดอะเซเลอิค อาจทำให้มีอาการคันระคายเคืองได้ในบางท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มทา ควรทาบาง ๆ ไม่โปะหนาครับ
ยาทากลุ่มกรดซาลิไซลิก Salicylic acid
ยากลุ่มนี้จัดเป็น BHA ( beta hydroxy acid ) พบได้ในครีมหรือเครื่องสำอางที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์มากมาย ความเข้มข้นที่ใช้อยู่ที่ 0.5 หรือ 2 เปอร์เซ็นต์
วิธีใช้ : วันละ 1-2 ครั้ง งดใช้ในที่ท่านที่มีผิวแห้งลอกและแพ้ง่าย อาจทำให้ระคายเคืองได้ เนื่องจากยามีความเป็นกรดครับ
คุณสมบัติการรักษา : การทำงานของกรดซาลิไซลิกนี้ จะผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก จะยับยั้งการสร้าง comedone ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว และยังช่วยลดการอักเสบได้ด้วยครับ
ยาทาที่มีส่วนผสมของกำมะถัน Sulfur
ยาทาที่มีส่วนประกอบของกำมะถัน หรือ Sulfur มีคุณสมบัติในการละลายสิว จึงสามารถใช้ช่วยรักษาปัญหาสิวที่อุดตัน ซัลเฟอร์ช่วยลดน้ำมันส่วนเกินบนผิว ทำให้สิวแห้งและหลุดออกมา
วิธีใช้ : ทาบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิว วันละ 1-3 ครั้ง หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา ริมฝีปาก และบริเวณผิวที่บอบบางหรือมีแผลเปิด
คุณสมบัติการรักษา : กำมะถันมีคุณสมบัติเป็นเคราโตไลติก (Keratolytic) ซึ่งช่วยในการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน นอกจากนี้กำมะถันยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยดูดซับความมันส่วนเกินบนใบหน้า ทำให้สิวแห้งและยุบตัวเร็วขึ้น
3. กดสิว
การรักษาสิวด้วยวิธีกดสิว จะเป็นการใช้เข็มที่ปราศจากเชื้อ สะกิดเปิดหัวสิว และใช้อุปกรณ์พิเศษที่ออกแบบมาเพื่อการกดสิวโดยเฉพาะ เช่น ไม้กดสิว ทำการกดหัวสิวที่อุดตันอยู่ออกมา การกดสิวเป็นการรักษาสิวอุดตันที่ทำให้สิวเดิมลดลงได้เร็ว และหากทำร่วมกับการรักษาสิวด้วยวิธีอื่น ๆ เช่นการใช้ยาทา ยากิน รวมถึงเลเซอร์รอยสิวเพื่อป้องกันการเกิดสิวใหม่แล้ว จะทำให้สิวดีขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ๆ ครับ
ข้อควรระวังในการกดสิว ควรกดสิวโดยแพทย์หรือผู้ที่มีความชำนาญเท่านั้น เพราะต้องใช้อุปกรณ์ที่สะอาดและเทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและรอยแผลเป็น หากกดสิวด้วยตัวเองมักทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น
ข้อปฏิบัติหลังกดสิว ควรใช้อะไรดี
- หลังกดสิว ผิวอาจจะมีรอยแดง บวมเล็กน้อย ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปเองในเวลาประมาณ 1-3 วัน ระหว่างนั้นหากรู้สึกบวมมากอาจใช้น้ำแข็งประคบตรงที่กดสิวได้ครับ
- งดการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดผลไม้ ขัดสครับผิว อย่างน้อย 3 วัน
- หลังกดสิวคนไข้สามารถใช้ยาทาสิวได้ปกติ จะทำให้สิวขึ้นใหม่น้อยลง และยังช่วยสมานแผลได้ด้วยครับ
- พยายามงดแต่งหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดที่สุดในทุกครั้งที่ล้างหน้า เพื่อลดโอกาสการเกิดสิวอุดตันใหม่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าโดยไม่จำเป็น เพื่อเป็นการลดโอกาสที่ผิวโดยเฉพาะบริเวณที่กดสิวจะสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกครับ
4. เลเซอร์สิว
เลเซอร์สิวอุดตันเป็นการใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (carbon dioxide laser) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า CO₂ Laser นั่นเองครับ เลเซอร์ตัวนี้จะมีคุณสมบัติในการกรอผิว หรือที่เรียกว่า Ablative laser นั่นเอง โดยแพทย์จะนำ CO₂ Laser เพื่อเปิดหัวสิวก่อนทำการกด ทำให้สามารถกดสิวที่อยู่ลึก ๆ ออกได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ ซึ่งการเลเซอร์สิวอุดตันนั้นเจ็บน้อยกว่าการใช้เข็ม (มักมีการทายาชาก่อนทำ) แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เสี่ยงต่อการเกิดรอยดำหลังทำมากกว่า และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า
H4 ข้อดีของการทำเลเซอร์สิว
เลเซอร์สิวจะช่วยให้การกดสิวอุดตันทำได้เร็วขึ้นและทำให้สามารถกดสิวที่อยู่ลึก ๆ ออกได้ง่ายขึ้น
คนไข้บางท่านอาจจะรู้สึกเจ็บน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการกดสิวแบบปกติที่ใช้เข็มเปิดทาง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะก่อนการทำเลเซอร์ส่วนใหญ่คนไข้จะได้รับการทายาชานำด้วยครับ
ข้อเสียของการทำเลเซอร์สิว
มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่อนข้างมากหากเทียบกับการกดสิวธรรมดา หลาย ๆ ที่มักจะคิดเป็นจุด จุดละ 10 บาท 15 บาทหรือบางที่อาจจะแพงกว่านั้นซึ่งเมื่อคูณจำนวนของสิวแล้ว ก็ค่อนข้างเป็นจำนวนเงินที่สูงพอสมควร
หลังทำคนไข้มีแนวโน้มที่จะเป็นรอยดำรอยแดงหรืออาจเกิดแผลเป็นง่ายกว่าการกดสิวแบบธรรมดา เนื่องจากการใช้เลเซอร์เปิดทาง อาจทำให้ผิวเกิดความร้อน จึงมีแนวโน้มที่จะมีแผลตามมาได้ง่ายกว่า
หลังกดสิวคนไข้จะมีช่วงต้องพักฟื้นนานกว่าการกดสิวปกติ โดยทั่วไปประมาณ 7-10 วัน ส่วนการกดสิวปกติพักฟื้นประมาณ 1-3 วัน
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวอุดตันซ้ำ
- ทำความสะอาดผิวหน้าให้เกลี้ยง กรณีแต่งหน้าควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก เพื่อลดการอุดตัน
- แต่งหน้าให้น้อยลง ลดโอกาสการอุดตันของสิว
- ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมรุนแรง เช่น แอลกอฮอล์และน้ำหอม เนื่องจากอาจทำให้ผิวระคายเคืองและทำให้ผิวแห้งได้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-Comedogenic) มองหาสัญลักษณ์นี้บนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง
- รักษาความชุ่มชื้น ใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยไม่อุดตัน และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ผิวของคุณชุ่มชื้นและขับสารพิษออก
- ปกป้องผิวจากแสงแดด โดยใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปและไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตัน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส แกะ หรือบีบสิว เพราะจะยิ่งกระตุ้นการอักเสบและทิ้งรอยแผลเป็น
- เลือกรับประทานผักผลไม้สด งดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล ของมัน ของทอด ผลิตภัณฑ์จากนมวัว และอาหารแปรรูป เนื่องจากสามารถเพิ่มการอักเสบในร่างกายและทำให้เกิดสิวได้
- จัดการกับความเครียด ความเครียดสามารถกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิวได้ครับ
- เก็บผม และกรณีใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ควรให้ห่างจากใบหน้า เช่น น้ำมันและผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม สามารถอุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้
- นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม รวมถึงสุขภาพผิวเพื่อช่วยป้องกันการเกิดสิว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอุดตัน ( Q & A )
Q : สิวอุดตันหายเองได้ไหม
สิวอุดตันสามารถหายเองได้ในบางกรณีเท่านั้นครับ แต่หากทิ้งไว้ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดสิวอักเสบที่รักษาได้ยากตามมา ดังนั้นทางที่ดีไม่ควรปล่อยให้หายเอง เมื่อเกิดสิว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัยดีกว่านะครับ
Q : สิวอุดตันบีบได้ไหม
ไม่แนะนำให้บีบแกะหรือกดสิวเองเด็ดขาด เพราะการบีบสิวเองอย่างผิดวิธีเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทำให้สิวอักเสบลุกลาม และทิ้งรอยดำ รอยแดง หรือเป็นหนักขึ้นจนท้ายที่สุดกลายเป็นหลุมสิว ที่รักษายากกว่าเดิม
Q : รักษาสิวอุดตันด้วยตัวเองได้ไหม
รักษาสิวอุดตันด้วยตัวเอง สามารถทำได้ในกรณีที่มีสิวไม่มาก ด้วยการใช้ยาทาที่เหมาะสมตามคำแนะนำ แต่หากมีสิวเห่อรุนแรง แต่ในกรณีเป็นสิวเห่อทั้งหน้าและเป็นสิวจำนวนมากจนเสียความมั่นใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัยดีกว่านะครับ
สรุปเรื่องสิวอุดตัน
สิวอุดตัน ถ้ารักษาไม่ถูกวิธี หรือหากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้หลายอย่าง มันอาจจะกลายเป็นสิวอักเสบ ซึ่งหากเป็นรุนแรงมาก ๆ เช่น สิวหัวช้าง ก็อาจกลายเป็นรอยดำ รอยแดงจากสิว หรือกลายเป็นหลุมสิวได้ และรักษายากกว่าสิวอุดตันอีกนะครับ
อย่างไรก็ตามแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษา เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ควบคู่กับการรักษาที่ถูกต้อง ถึงแม้ตามท้องตลาดจะมีให้ซื้อ แต่อยากให้อยู่ในการดูแลของแพทย์มากกว่า บางท่านอาจมีการแพ้ยา แพทย์ก็จะหลีกเลี่ยงยา และจ่ายยาตามอาการ หรือประเภทของสิวรวมถึงรอยสิวนั้น ๆ ครับ
คุณหมอเอ็มให้กำลังใจคนเป็นสิวทุกท่านนะครับ และอยากบอกทุกคนว่าสิวสามารถรักษาให้หายได้ หากรักษาถูกวิธีและตรงจุด ดูแลโดยแพทย์ หมอเอ็ม M Vita Clinic ยินดีให้คำปรึกษาฟรีครับ!
- เปิด วันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
- อังคาร – ศุกร์ : 11:00 – 20:00 , เสาร์ – อาทิตย์ : 10:00 – 20:00
- ตั้งอยู่บน ถนน อโศกมนตรี หรือสุขุมวิท 21 ตรงข้ามโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ครับ
- สามารถจอดรถได้ที่ คอนโด สุขุมวิท ลิฟวิ่ง ทาวน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ
- เดินทางสะดวกได้ง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือเลี่ยงรถติด ก็มาง่ายมาก ๆ ครับเพราะร้านเรา ใกล้กับ MRT เพชรบุรี ออก Exit 2 เดินมา
- ทางถนนอโศกมนตรี ประมาณ 200 เมตร ก็ถึง M Vita Clinic แล้วครับ
วันเผยแพร่


